เงินดิจิตอล ค่าเงินยุคใหม่ ที่คนไทยกำลังตื่นกระแส

เงินดิจิตอลคือค่าเงินที่ไม่มีหน่วยงานใด ๆ เข้ามากำกับดูแล กำหนดมูลค่าตายตัว มีมูลค่าขึ้นลงตามการซื้อขาย หรือเรียกง่าย ๆ ว่าตามความต้องการในตลาด ซึ่งแตกต่างกับค่าเงินในปัจจุบัน เช่น ค่าเงินบาทถูกควบคุมค่าเงินโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

เงินดิจิตอลถูกคิดค้นขึ้นสกุลแรกคือ Bitcoin

                Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยนักพัฒนาชาวญี่ปุ่น ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakkamoto ใช้ SHA-256 เป็นเครื่องมือในการเข้ารหัสสกุลเงินเอาไว้ และเมื่อมีคนขุดพบก็สามารถนำ Bitcoin ที่ได้ไปใช้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้

หากจะยกตัวอย่างง่ายๆ  คือ นาย Satoshi ได้ตั้งโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเอาไว้มาก ๆ ด้วยใช้เครื่อง SHA-256 เป็นอุปกรณ์ในการสร้างโจทย์ (คอมพิวเตอร์ประมวลผลและคิดโจทย์ได้รอบครอบกว่ามนุษย์แต่ นาย Satoshi เป็นคนกำหนดรูปแบบเบื้องต้นของโจทย์) และเมื่อได้โจทย์แล้วก็ปล่อยให้ผู้ที่สนใจเข้ามาแก้ไขโจทย์ หากแก้โจทย์ได้ก็จะได้รับ Bitcoin นั้น ๆ ไปใช้เหมือนสกุลเงินทั่วไปบนโลกออนไลน์

โดย Bitcoin ถูกผลิตขึ้นมาเพียง 21 ล้าน Bitcoin เท่านั้น โดยใน 1 Bitcoin ยังแบ่งย่อยเป็นอีก 100 ล้าน Satoshi อีกด้วย นั้นหมายความว่าในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ขึ้นมาหากได้โจทย์ง่ายอาจจะได้รับรางวัลเพียง 1 Satoshi ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของ Bitcoin เท่านั้น

และหาก Bitcoin ถูกขุดหรือถูกแก้โจทย์ปัญหาจนหมดแล้วละก็ ต่อไปคือส่วนของการเทรด (Trade) เท่านั้น นั่นคือการซื้อขาย Bitcoin และราคาขึ้นลงตามราคาตลาดตามความต้องการที่มีมากหรือน้อย ไม่มีธนาคารกลางหรือคนกลางมาควบคุมมูลค่าของ Bitcoin แต่ถึงในปัจจุบันการขุดพบของ Bitcoin ยังไม่ครบทั้งหมด 21 ล้าน Bitcoin แต่ก็มีนักลงทุนส่วนมากที่ใช้การเทรด (Trade) เป็นการซื้อหรือเกร็งกำไรจากสกุลเงินดิจิตอลที่ชื่อว่า Bitcoin

เงินดิจิตอลในปัจจุบันมีหลายสกุล

เงินดิจิตอลในปัจจุบันมีหลากหลายสกุลเงินในปัจจุบันมากกว่า 20 สกุลเงิน แต่มีหลักการและวิธีการคล้าย ๆ กับ Bitcoin ทั้งหมด แตกต่างกันที่ผู้สร้าง รูปแบบการได้มา และมูลค่าความต้องการของตลาด เช่น Ethereum (ETH) เปิดตัวในปี 2014, Ripple (XRP) ที่ถูกเปิดตัวในปี 2014 เช่นเดียวกัน แต่มีความต่างจากสกุลเงินอื่น เนื่องจากไม่มีการขุดใด ๆ แต่อาศัยการเพิ่มมูลค่าด้วยการเทรดเท่านั้น

การใช้หรือการจัดเก็บสกุลเงินดิจิตอล

หากคุณมีเงิน 10,000 บาท คุณต้องการนำไปฝากธนาคาร คุณต้องมีสมุดเงินฝาก และนำเงินจำนวน 10,000 บาทไปธนาคารพร้อมกับสมุดเงินฝาก เพื่อนำเงินเข้าบัญชีของคุณ ทางธนาคารจะลงบันทึกว่าในบัญชีของคุณมีเงินจำนวน 10,000 บาท

ในทางกลับกันสกุลเงินดิจิตอลจะเปิดให้คุณสามารถสร้าง Address หรือเลขที่บัญชีของคุณ ได้ผ่านทางหน่วยงานกลางที่คุณไว้วางใจจะเข้าไปเปิดกระเป๋าเงินไว้กับเขา หน่วยงานกลางเปรียบเสมือนธนาคารในโลกแห่งดิจิตอลนั่นเอง

เมื่อคุณมีเลขที่บัญชีหรือ Address เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถโอนเงินสกุลปัจจุบันของคุณ (เงินบาท) เข้าไปยังสกุลเงินดิจิตอลของคุณได้ โดยผ่านการซื้อในรูปแบบของการเทรด เพื่อให้ได้สกุลเงินดิจิตอลเข้ามาในบัญชีของคุณ และเมื่อคุณต้องการซื้อของด้วยสกุลเงินดิจิตอล เพียงแค่คุณเลือก Address  หรือเลขบัญชีดิจิตอลปลายทาง ก็สามารถโอนเงินค่าของไปยังปลายทางได้แล้วนั่นเอง

สกุลเงินดิจิตอลเป็นเรื่องใหม่ที่ถูกคิดค้น และพัฒนามาตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามทุกการลงทุนคือความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้มั่นใจก่อนลงทุน แม้ว่าสกุลเงินดิจิตอลจะไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวสารบ้านเมืองโดยตรง แต่มูลค่าของสกุลเงินนี้มีขึ้นและลงไม่แตกต่างกับสกุลเงินที่สามารถจับต้องได้ในปัจจุบัน

 

แมงกะพรุน สัตว์มีพิษประจำท้องทะเล รุนแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

                “ทะเล” สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ยิ่งหน้าร้อนแล้ว ผู้คนยิ่งแห่ไปเที่ยวทะเลกันเป็นจำนวนมาก ไปเล่นน้ำคลายร้อน ทะเลในหลาย ๆ แห่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และอีกหลายแห่งก็มีนักท่องเที่ยวบางตา สาเหตุหนึ่งมาจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของทะเลคือ “แมงกะพรุน” ที่มีจำนวนมากขึ้นในท้องทะเล

                แมงกะพรุนเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ตัวนิ่มใส รูปร่างคล้ายร่มหรือกระดิ่งคว่ำ มักมีเข็มพิษไว้ป้องกันตัว พบมากในช่วงหน้าฝน ทั้งในทะเลลึกและตื้น แมงกะพรุนถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ แมงกะพรุนกล่อง และแมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนกล่อง มีลักษณะคล้ายแก้วคว่ำ มี 2 ชนิด แบบมีหลายหนวด แตกแขนงออกมาจากโคนหนวด เมื่อสัมผัสแล้วจะมีอาการปวดรุนแรง 4 – 12 ชั่วโมง มีรอยไหม้ ผิวหนังตาย และอาจจะหมดสติหรือเสียชีวิตได้ แบบมีหนวดเดี่ยว แตกแขนงออกมาจากโคนหนวด เมื่อสัมผัสแล้วจะมีอาการรุนแรงภายใน 5 – 40 นาที มีอาการปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง คลื่นไส้ เป็นต้น

แมงกะพรุนไฟ รูปร่างคล้ายร่ม เมื่อสัมผัสจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน แสบคัน มีรอยไหม้ อาจจะมีไข้หรือช็อก จนหมดสติ รวมถึงอาจเสียชีวิตได้

สาเหตุที่แมงกะพรุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

                น้ำเสียและน้ำจากการทำเกษตรที่มีปุยเคมี มีธาตุอาหารสูง เป็นอาหารชั้นดีของแมงกะพรุน ทำให้แมงกะพรุนขยายพันธุ์ไปได้อย่างรวดเร็ว

ภาวะโลกร้อนทำให้ระบบนิเวศน์เปลี่ยนไปมาก ทำให้กระบวนการในทะเลเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พบแมงกะพรุนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

เต่าทะเลมีน้ำจำนวนน้อยลง จากการจับไปทำอาหาร ทำเครื่องประดับ ร่วมถึงการตายจากปัญหาขยะใต้ท้องทะเล ทำให้ท้องทะเลไม่มีผู้พิทักษ์ คอยกำจัดแมลงกะพรุนที่มีพิษมีภัยต่อผู้เล่นน้ำทะเล

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสัมผัสแมงกะพรุน

ถ้าหากถูกแมงกะพรุนต่อยในบริเวณที่สามารถป้องกันพิษไหลได้ เช่น แขน หรือ ขา ควรหาผ้ามัดเหนือแผลเพื่อป้องกันพิษไหล และควรล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชู และหากสังเกตเห็นหนวดของแมงกะพรุนข้างอยู่ให้ราดด้วยน้ำส้มสายชูไปรอบ ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วค่อยดึงหนวดออก ในกรณีที่ไม่มีน้ำส้มสายชูสามารถล้างด้วยน้ำทะเลแทนได้ และวิธีที่สามารถแก้ได้อีกวิธีหนึ่งคือ นำหญ้าทะเลที่สะอาดมาขยี้กับน้ำส้มสายชูและราดบริเวณที่ถูกต่อย แต่หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับหญ้าทะเลสะอาดหรือไม่ และหากอาการไม่ดีขึ้น ควรนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลให้คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญดูแล เนื่องจากพิษของแมงกะพรุนมีความรุนแรงอาจถึงตายได้ หากดูแลไม่ดีหรือดูแลผิดวิธี

สิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาดคือ ห้ามใช้น้ำจืดล้างแผลโดยเด็ดขาด ห้ามถูบีบหรือนวดบริเวณที่ถูต่อยหรือบริเวณโดยรอบ ห้ามประคบร้อนและประคบเย็นโดยเด็ดขาด เนื่องจากทั้ง 3 วิธีจะทำให้พิษของแมงกะพรุนกระจายไปยังบริเวณอื่น ๆ สามารถส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ธรรมชาติเปลี่ยนไปสาเหตุหลักมาคนที่เข้าไปรบกวนระบบธรรมชาติ เช่น เดิมเต่าทะเลผู้พิทักษ์ทะเลให้ปลอดแมงกะพรุน แต่เต่าทะเลถูกทำล้ายด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่จับไปทำอาหารหรือเครื่องประดับ ผลกระทบทางตรงที่เกิดกับมนุษย์คือแมงกะพรุนที่มีมากขึ้นทำให้ทะเลที่เคยน่าเล่น น่ามอง มีเสน่ห์น่าหลงใหล บัดนี้ถูกเปลี่ยนไปเป็นน่ากลัว และไม่ปลอดภัย เราควรหันมาดูแลรักษาธรรมชาติให้มากขึ้น เพื่อความสมบูรณ์ของธรรมชาติจะได้กลับมาอีกครั้ง

 

ปรากฎการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 กับความรู้ใหม่ที่ชาวกรุงฯ ก็ไม่เคยรู้

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่ชวนตกใจของชาวกรุงเทพฯ ที่ต่างเฮกันว่า กรุงเทพฯ มีหมอก ประจวบกับช่วงนั้นอากาศของกรุงเทพฯ เย็นลงอีกด้วยด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วนักวิชาการได้ออกมาระบุว่า ที่เราเห็นไม่ใช่หมอกแต่อย่างไร แต่เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กต่างหาก ทำให้เราได้รู้จักกับคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ฝุ่น PM2.5

PM2.5 คืออะไร

PM หรือ Particulate Matters เป็นค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วน 2.5 หมายถึง 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตร แสดงว่า PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มีขนาดเล็กมาก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า ถ้าเปรียบให้เห็นภาพคือเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ดินสอประมาณ 500 ไมครอน เส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมประมาณ 100 ไมครอน แต่ฝุ่นละอองที่กล่าวถึงมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนหรือเล็กกว่าไส้ดินสอ 200 เท่า หรือเล็กกว่าเส้นผม 40 เท่า

ภัยเงียบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก

โดยปกติแล้วฝุ่นละอองที่มีขนาด 5 ไมครอนขึ้นไป จะถูกขนจมูกกรองไม่ให้สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายได้ แต่เนื่องจากฝุ่นละอองชนิด PM2.5 มีขนาดเล็กมาก จนสามารถสู่ร่างกายได้โดยง่าย อีกทั้งยังเป็นพาหะนำสารอันตรายต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารแคดเมียม สารปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก

PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้งานมานานแล้ว เครื่องจักรสำหรับการก่อสร้าง การเผาป่าหรือเผาวัชพืช การเผาเชื้อเพลิง รวมไปถึงการเผาไหม้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้จากบุหรี่ การเผาไหม้จากการทำอาหาร เป็นต้น

การป้องกันและดูแลตัวเองจาก PM2.5

หากต้องเดินทางไปบริเวณที่มีการก่อสร้าง การจราจรที่หนาแน่น จุดที่เสี่ยงต่อการเจอฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เป็นฝุ่นที่ขนจมูกสามารถป้องกันได้หรือไม่ ควรป้องกันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 ที่เป็นหน้ากากอนามัย ที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด และป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน
หากจะบอกให้คนกรุงเทพฯ อยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น หรือพื้นที่เสี่ยงที่จะมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก เห็นทีว่าจะทำได้ยาก เพราะในกรุงเทพมีแต่พื้นที่ที่ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่พบ PM2.5 จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเขตบางนา วังทองหลาง ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง ริมถนนพญาไท เขตราชเทวี ทุกล้วนแต่เป็นเขตที่ตั้งสถานที่ทำงานของคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อพวกเรารู้จักกับเจ้าฝุ่นนี้แล้ว ก็ควรหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน PM2.5 ที่เป็นพาหะนำสารอันตารายต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของเรา

เครื่องบิน ทางเลือกการโดยสายที่ปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ทันใจ

                การเดินทางโดยเครื่องบินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ย่อมสร้างความสะดวกสบาย เพราะเพียงไม่กี่อึดใจ ทำให้เราสามารถข้ามน้ำ ข้ามทวีปไปยังอีกประเทศหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว มีทั้งอาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ คอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสา รที่กำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยว ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ไปทำงาน หรือไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ในต่างแดน หรือในต่างจังหวัด ให้สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย

การเดินทางโดยเครื่องบินถือเป็นรูปแบบการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดในทุกรูปแบบ หากเปรียบเทียบกับการเดินทางโดยรถยนต์ การเดินทางโดยรถจักรยานยนต์ การเดินทางทางเรือ เพราะการเดินทางด้วยเครื่องบิน เป็นช่องทางที่ผู้ให้บริการจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ใช่ใครที่สามารถให้บริการได้ และกว่าที่ผู้โดยสารจะร่วมเดินทางได้ จะต้องผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตรวจสิ่งของสัมภาระ ตรวจของที่พกติดตัวขึ้นเครื่องบิน เพื่อความปลอดภัยที่สูงที่สุดที่สายการบินจะให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกคน

และไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถขับเครื่องบินได้ ผู้ที่สามารถขับเครื่องบินได้จะเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับการฝึก อบรม เข้าสอบจนได้ใบรับรองมาแล้วเท่านั้น ดังนั้นจุดนี้จึงเป็นเครื่องรับประกันได้ว่า การเดินทางด้วยเครื่องบิน ปลอดภัยกว่าการเดินทางด้วยยานพาหนะอื่น ๆ เป็นที่สุด

Airlineratings.com เว็บไซต์จัดอันดับสายการบินทั่วโลกที่ ได้จัดอันดับสายการบินที่มีความปลอดภัย ประจำปี 2018 ไว้ดังนี้

AirlineRatings.com ที่คอยจัดอันดับการให้บริการของสายการบินต่าง ๆ ด้วยหลักความปลอดภัยในการบิน การรีวิวจากผู้โดยสาร อายุของสายการบิน ความมีประโยชน์ต่อส่วนร่วม การจัดการสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อสารการบินนั้น ๆ

Air New Zealand ของนิวซีแลนด์ที่ได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 1 ของสายการบินที่มีความปลอดภัย และเป็นสายการบินที่มีความปลอดภัยในระดับ 7 ดาว ติดต่อกัน 5 ปีซ้อน อีกทั้งยังมีผลประกอบการทางการเงินที่ยอดเยี่ยม มีนวัตกรรมที่ทันสมัยในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาย และมีความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

อันดับ 2 – 10 ได้แก่ Qantas Airways สายการบินประเทศออสเตรเลีย, Singapore Airlines สายการบินประเทศสิงคโปร์, Virgin Australia Airlines สายการบินประเทศออสเตรเลีย, Virgin Atlantic Airways สายการบินประเทศออสเตรเลีย, Etihad Airways สายการบินประเทศอาหรับเอมิเรตส์, All Nippon Airways (ANA) สายการบินประเทศญี่ปุ่น, Korean Air สายการบินประเทศเกาหลีใต้, Cathay Pacific สายการบินประเทศฮ่องกง, Japan Airlines สายการบินประเทศญี่ปุ่น

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีสายการบินใดที่ติดร่วมอยู่ในอันดับของสายการบินที่ปลอดภัยที่สุดก็ตาม แต่เชื่อมั่นได้อย่างหนึ่งว่า การเดินทางโดยเครื่องบินของไทยเรานั้น ปลอดภัยกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่น ๆ แน่นอน และสายการบินในประเทศไทยทุกสายการบิน ล้วนแล้วแต่มีนักบินมืออาชีพ ที่ได้รับการฝึกอบรม การสอบปฏิบัติมาเป็นอย่างดี ไม่แพ้ชาติใดในโลก

 

สังคมแห่งความขัดแย้งและความเร่งรีบ ก่อให้เกิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมาก

สังคมในปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ความลับไม่มีในโลก พร้อมที่จะเก็บภาพ เก็บหลักฐาน และแสดงออกมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนกล้าที่จะเปิดเผยความคิด ความรู้สึกของทุกคน ซึ่งเป็นผลต่อความขัดแย้งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าสมัยก่อน อีกทั้งยังมีความเร่งรีบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกอย่างคือการแข่งขัน ทุกคนเร่งรีบเสมอ เพื่อให้ตัวเองได้งาน หรือได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งสองสิ่งทั้งความขัดแย้งและความเร่งรีบมักก่อให้เกิดความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น

กระทรงสาธารณสุข กล่าวว่า “คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่แวดล้อมไปด้วยความตรึงเครียด แออัด มีโอกาสป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่อยู่ท่ามกลางชนบท”

โรคซึมเศร้าเกิดจากสารสื่อประสาทในสมอง (Neurotransmitter) มีความผิดปกติ หากอยู่ในภาวะความกดดัน ความตึงเครียด จะทำให้ไม่สามารถรับมือหรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคซึมเศร้าสามารถเกิดได้กับทุกคน หากได้รับการกระตุ้นด้วยความเครียด การสูญเสีย เรื่องราวบางอย่างที่เข้ามากระทบจิตใจอย่างรุนแรง เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถทำใจรับได้ในขณะนั้น รวมไปถึงการสะสมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ภายในจิตใจ ไม่ปล่อยให้จิตใจได้รักตัวเอง มั่วแต่คิดลบทำร้ายตัวเองอยู่เสมอ
โรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ทุกเพศ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มักแสดงอาการในช่วง 25 – 35 ปี และไม่ได้เป็นโรคที่จะสามารถหายเองได้ง่าย ๆ ซื้อยาทานเองก็ไม่ได้ ต้องรักษาให้ถูกต้อง รักษาให้ครบถ้วน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หากดูแลได้อย่างถูกวิธีสามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

การดูแลรักษาคนใกล้ชิดที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หาคุณมีเพื่อนหรือมีคนใกล้ชิดที่ป่วยเป็นโรคนี้ ควรรับฟัง คอยดูแล ใส่ใจเขาเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญเขา ดูแลให้กิน ให้นอนเป็นเวลา พยายามอย่าให้เขาอยู่คนเดียว หรืออย่าให้เจอเรื่องเลวร้ายเข้ามากระทบจิตใจอีก ควรหลีกเลี่ยงคำว่า “เลิกเศร้าได้แล้ว” “อย่าคิดมาก” “มีคนอื่นลำบากกว่าอีกเยอะ” “อย่าอ่อนแอ” “นึกถึงพ่อแม่เอาไว้” เพราะชุดคำชุดนี้ยิ่งทำร้ายจิตใจผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี เป็นการกดดัน และแสดงถึงความไม่เขาใจอาการที่เขาเป็น ควรให้กำลังใจด้วยคำพูดทีว่า “คุณทำได้ดีแล้ว” “เก่งมากเลย” “คุณดูดีขึ้นนะ” และสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าดูแลคนป่วยจนลืมดูแลจิตใจตัวเอง เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจทำให้คุณซึมเศร้าตามเขาไปด้วย โดยไม่รู้ตัว

โรคซึมเศร้าหากปล่อยไปโดยไม่รักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นแล้ว อาจมีผลต่อชีวิตได้ เพราะอาการของโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยจมเข้าไปอยู่ในช่วงอารมณ์จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคนี้ไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอกได้อย่างชัดเจน ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากชวนให้ทุกคนสังเหตุคนรอบข้างว่ามีใครเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่ และรีบเข้าไปดูแลเขาก่อนที่จะสายเกินแก้

 

วันนี้คุณเริ่มวางแผนทางการเงินของคุณแล้วหรือยัง ?

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังเลื่อนลอย ไม่ได้วางแผนชีวิต หรือไร้การวางแผนทางการเงิน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะเริ่มทำ ยิ่งเริ่มทำเร็วยิ่งดีต่อตัวคุณ การวางแผนทางการเงินช่วยให้คุณรวยได้ ทำให้คุณรู้ถึงความสามารถในการใช้เงินได้อย่างดี ถ้าการวางแผนนั้นเป็นการวางแผนที่ดีและเป็นแผนที่ถูกต้อง แต่หากการวางแผนนั้นเป็นไปอย่างไม่ดี แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ช่วยให้คุณไม่เป็นหนี้ได้ เพราะการวางแผน การตรวจสอบสถานะภาพทางการเงินอยู่เสมอ เป็นเรื่องที่ควรทำ เพราะไม่เช่นนั้น ภาวะการเป็นหนี้จะอยู่ใกล้ตัวคุณเป็นอย่างมาก

สัญญาณเตือนสภาวะการเป็นหนี้

หากคุณมีลักษณะการใช้เงินแบบที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ แสดงว่าคุณเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ในอนาคต หากไม่วางแผน หรือมีการจัดการที่ดี กับการใช้เงินของคุณในปัจจุบัน

  1. เริ่มหยิบเงินออมออกมาใช้จนเกินความจำเป็น เงินออมควรเก็บไว้สำหรับใช้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ หากมีการหยิบเงินออมมาใช้ ถือเป็นสัญญาณเตือนเล็ก ๆ ให้กลับมาทบทวนตัวเองว่า คุณใช้เงินเกินความสามารถที่จะหามาหรือไม่
  2. ผ่อนชำระหนี้เป็นแบบขั้นต่ำ การผ่อนขั้นต่ำอาจทำให้เกิดหนี้ที่สูงขึ้นตามมาในอนาคต เพราะอาจจะสร้างความเคยชินกับการเป็นหนี้ได้ อาจทำให้เกิดอาการ “เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียง่าย”
  3. ใช้เงินเดือนชนเดือน เงินที่ได้รับมาต้นเดือน เมื่อเวลาผ่านไปถึงกลางเดือนก็เห็นยอดเงินในบัญชีที่น้อยลง จนแทบจะไม่พอถึงปลายเดือนที่เหลืออีก 10 – 15 วัน
  4. เริ่มยืมเงินผู้อื่น หากไม่มีเงินออมหรือไม่มีเงินเก็บสำหรับกรณีฉุกเฉิน เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินต้องใช้เงินด่วน เช่นมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือพ่อแม่เข้าโรงพยาบาล จนต้องใช้เงินก้อนโต ทำให้ต้องหยิบยืมผู้อื่น
  5. ยืมเงินจากก้อนที่หนึ่งเพื่อไปใช้หนี้อีกที่หนึ่ง นั้นหมายถึงว่าคุณกำลังก่อหนี้เพิ่มขึ้น เนื่องด้วยดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งสองทาง
  6. มีบัตรเครดิตหลายใบ และมีจำนวนบัตรเพิ่มขึ้นเสมอ ๆ การจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต คือ การนำเงินอนาคตมาใช้ในการซื้อของ จ่ายก่อนแล้วหาเงินมาจ่ายภายหลัง หากมีวินัยในการชำระหนี้ ก็ถือเป็นการใช้บัตรในทางที่ถูก แต่หากวางแผนผิด อาจทำให้เกิดหนี้ก้อนโตได้ในอนาคต

หากคุณกำลังใช้ชีวิตตรงตามข้อใดข้อหนึ่งที่กล่าวมา ควรกลับมาตรวจสอบว่าคุณกำลังใช้เงินเกินความสามารถในการหาเงินหรือไม่ แนวทางที่วันนี้ขอนำเสนอมี 2 ข้อคือ

1.จดบันทึกรายรับรายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อนำมาดูย้อนหลังว่า เงินของเราถูกนำไปใช้กับอะไรบ้าง สิ่งไหนเยอะที่สุด และสิ่งไหนสามารถลดได้บ้าง ในปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นหลากหลายตัวที่สามารถจดบันทึกและแสดงผลเป็นข้อมูลการใช้เงินให้ได้โดยง่าย

2.แบ่งเงินเป็นก้อนสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เช่น ในแต่ละเดือนมีเงินสำหรับช้อปปิ้ง 10% ของเงินเดือนทั้งหมด 20% เป็นเงินเก็บออมสำหรับสร้างผลกำไร 20% ของเงินเดือนเป็นเงินออมสำหรับกรณีฉุกเฉิน 50% ของเงินเดือนเป็นเงินสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน

การวางแผนดี และรัดกุมในวันนี้ ต่อให้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นในอนาคต ก็สามารถจัดการได้อย่างสบาย ปลอดหนี้แน่นอน

 

การแต่งกายของผู้หญิงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดคดีข่มขืนจริงหรือ?

                ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคนที่ติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงหรือหน้าสังคม คงจะได้เห็นดาราสาวหลาย ๆ คนออกมาพูด โพสต์ภาพ และร่วมรณรงค์ถึงประเด็นเรื่องการแต่งกายของผู้หญิง สืบเนื่องมาจากข่าวคราวการรณรงค์ให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อลดการก่อเหตุลวนลามและข่มขืน ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดกระแสและการเชิญชวนให้มาเรียกร้องถึงสิทธิสตรีว่าจริง ๆ แล้วการแต่งกายเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้หญิงทุก ๆ คน และผู้หญิงควรจะได้รับเกียรติจากผู้ชายมากขึ้น รวมถึงผู้ชายไม่มีสิทธิที่จะมาแตะต้องหรือสัมผัสตัวของผู้หญิงได้ตามใจตัวเอง

ซินดี้ สิรินยา นำทัพเหล่าดาราเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง

หนึ่งในดาราที่แสดงความคิดเห็น และเป็นต้นเสียงของการรณรงค์ครั้งนี้ก็คือ “ซินดี้ สิรินยา” จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จนเธอต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับสังคมว่า “ถามว่าการแต่งตัวโป๊เพิ่มความเสี่ยงไหม? ก็มีส่วนค่ะ อันนี้ไม่ได้ปฏิเสธ ผู้หญิงควรระวังตัวเองในระดับหนึ่ง ผู้หญิงควรรู้จักแต่งตัวตามกาลเทศะและถูกที่ถูกเวลา วันนี้ไม่ได้มาเชิญชวนให้ผู้หญิงแต่งตัวโป๊ แต่งตัวเย้ายวนแต่อย่างใด ใครจะแต่งแบบไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ที่ออกมาพูดเพราะรู้สึกว่า ส่วนใหญ่แล้ว เวลาจะแก้ปัญหานี้ จะแก้ที่ฝ่ายผู้หญิงมากกว่าฝ่ายผู้ชาย และไม่มีการนำเสนอวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยลดปัญหานี้เลย”

ประเด็นสิทธิสตรีที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญ

                ความจริงแล้วประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นที่เพิ่งได้มีการนำมากล่าวถึงในเร็ว ๆ นี้ แต่ประเด็นการแต่งกายของผู้หญิงกับคดีอาชญากรรมการข่มขืนเป็นเรื่องที่เคยถูกหยิบยกและนำมาเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษากันมาแล้ว ทั้งการถกเถียงกันในเรื่องของมายาคติของการแต่งตัวโป๊ที่หมายถึงสัญลักษณ์ที่นำไปสู่อาชญากรรมในคดีข่มขืน ซึ่งในทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นมายาคติที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ถึงแม้ผู้หญิงจะแต่งกายอย่างใด ผู้ชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมาข่มขืน และประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตราบใดที่ยังมีคนที่คิดจะละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งความจริงแล้วปัญหาควรถูกแก้จากต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ ซึ่งประเด็นของการแต่งกายนี้เคยได้ถูกหยิบยกมานำเสนอในนิทรรศการของมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้นำชุดและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมา ซึ่งชุดเหล่านั้นเป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่โป๊ หรือวาบหวิวแต่อย่างใด

ส่วนความคิดเห็นในเรื่องนี้ของหลาย ๆ ฝ่ายก็แน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างกันไป ซึ่งจริงอยู่ว่าการแต่งกายเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและกาลเทศะ รวมถึงโอกาสนั้น ๆ ด้วย               

ตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน จำเป็นแค่ไหน?

                เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ถึงประเด็นของการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียน เนื่องจากมีเครือข่ายผู้ปกครองเห็นต่างว่าการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ เป็นการชี้นำอย่างที่เรียกว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ ในขณะที่ความคิดเห็นในบางกลุ่มเห็นว่า การติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเป็นการรณรงค์ให้เด็กรู้จักการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

ความจริงแล้วประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งนำเอามาถกเถียงกัน เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ได้ถูกนำมาหยิบยกเป็นประเด็นที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณากันไปแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้อนุญาตให้โรงเรียนต่าง ๆ สามารถติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดยหากโรงเรียนไหนต้องการติดตั้งก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องทำหนังสือมาสอบถามหรือขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทางกระทรวงก็ไม่ได้มีนโยบายให้ทุกโรงเรียนต้องติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเอาไว้ อีกทั้งสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังมีความเห็นว่าการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในสถานศึกษา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้เยาวชนเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้องทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้ง่ายขึ้น โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับ สสส. ติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในห้องน้ำชายของโรงเรียนอาชีวศึกษามาแล้วกว่า 200 แห่งตั้งแต่ปี 2557

ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในประเด็นนี้ก็มีความแตกต่างกันไปโดยเฉพาะผู้ปกครองบางกลุ่มที่เกรงว่าจะเป็นการชี้นำและส่งเสริมมากกว่าป้องกัน ซึ่งความจริงแล้วเรื่องนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้และทำความเข้าในเรื่องเพศศึกษาให้เยาวชนทราบเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้ ซึ่งการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียน ก็เป็นเพียงหนึ่งในกลไกในการป้องกันปัญหาเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นในกรณีนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพลยังเคยทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรณีนี้ ซึ่งผลออกมาว่า ร้อยละ 63.9 เห็นด้วยกับการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนแต่อีกร้อยละ 36.1 ไม่เห็นด้วย

จะเห็นได้ว่าประเด็นนี้ถูกหยิบยกเอามาพูดในกันในหลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันซึ่งก็ยังคงมีความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียนจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากแค่ไหน หรือจะกลายเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแทน

 

 

สิงคโปร์คว้าตำแหน่งอันดับ 1 สนามบินที่ดีที่สุดในโลกปี 2018

                ประกาศผลออกมาเรียบร้อยแล้ว สำหรับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเชื่อว่านักท่องเที่ยวหรือคนที่เดินทางบ่อย ๆ คงจะทายถูกกันบ้าง เพราะสนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินที่ครองแชมป์มาเป็นสมัยที่ 6 แล้ว กับสนามบินชางงีของประเทศสิงคโปร์ จากการจัดอันดับของ Skytrax สถาบันวิจัยบริการการบินชั้นนำของประเทศอังกฤษ ได้ใช้เกณฑ์การสำรวจความพึงพอใจของผู้โดยสารที่เดินทาง ตั้งแต่ความพอใจต่อสิ่งอำนวยความสะดวกในสนามบิน บริการเช็คอิน ความปลอดภัย ร้านค้าภายในสนามบิน การรอเปลี่ยนเครื่อง รวมถึงระบบการตรวจคนเข้าเมืองของสนามบินนั้น ๆ ซึ่งสนามบินชางงีของประเทศสิงคโปร์มีคะแนนความพึงพอใจเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยอันดับ 2 คือสนามบินอินชอนของประเทศเกาหลีใต้ อันดับ 3 ท่าอากาศยานฮะเนะดะ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 4 ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง อันดับ 5 ท่าอากาศยานานาชาติฮาหมัก ประเทศกาตาร์ อันดับ 6 ท่าอากาศยานมิวนิก ประเทศเยอรมนี อันดับ 7 ท่าอากาศยานนานาชาติชูบุเซ็นแทรร์ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 8 ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ประเทศอังกฤษ อันดับ 9 ท่าอากาศยานซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และอันดับ 10 ท่าอากาศยานนานาชาติ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี

รู้จักกับท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี

                ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี เป็นสนามบินนานาชาติหลักของประเทศสิงคโปร์ และเป็นสนามบินสำหรับประชาชนทั่วไปแห่งเดียวของประเทศ ถือเป็น Hub ของระบบการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสนามบินติดอันดับจำนวนผู้โดยสาร และสินค้าที่ผ่านการขนส่งมากที่สุดในโลก สนามบินแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 8,100 ไร่ ในย่านชางงีด้านตะวันออกสุดของเกาะสิงคโปร์ ห่างจากใจกลางเมืองสิงค์โปร์ 20 กิโลเมตร ซึ่งล่าสุดในปี 2017 ที่ผ่านมา สนามบินแห่งนี้ได้มีการเปิดตัวอาคารใหม่ ชื่อว่า The Jewel เป็นอาคารที่มีความทันสมัยรูปทรงโดนัทสูง 10 ชั้น ภายในประกอบไปด้วยสวนในร่ม ร้านค้า ร้านอาหารชั้นนำ โรงแรม และน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลกบนพื้นที่กว่า 13,000 ตารางเมตร

สนามบินสุวรรณภูมคว้าอันดับที่ 36

                สำหรับสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทยเราในปี 2018 ก็คว้าอันดับที่ 36 ไปครอง มีอันดับขึ้นมาจากอันดับ 38 ในปีที่แล้ว และก็ยังเป็นสนามบินที่ติดอันดับ 1 ใน 40 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งสนามบินสุวรรณภูมิของเราเคยติดอันดับ 10 สนามบินที่ดีที่สุดในโลก อีกทั้งในปี 2015 สนามบินของไทยสนามบินนี้ยังเคยติดอันดับ 5 ในประเภทของสนามบินที่มีผู้โดยสาร 40-50 ล้านคนต่อปีอีกด้วย

ในปีต่อไปก็คงต้องติดตามกันว่าสนามบินชางงีของสิงคโปร์จะสามารถคว้าแชมป์ได้เป็นปีที่ 7 ติดต่อกันได้หรือไม่ หรือจะถูกสนามบินในอันดับ 2 3 อย่างสนามบินนานาชาติอินชอนของเกาหลีใต้ หรือสนามบินฮะเนะดะ ของญี่ปุ่นแซงขึ้นไปแทน ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิของเราจะได้รับการปรับปรุงและพัฒนา จนไต่อันดับขึ้นไปหรือกลับไปติดอันดับ 1 ใน 10 ของสนามบินที่ดีที่สุดในโลกได้หรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไปเช่นกัน

สวมรอยบัตรประชาชน ภัยใกล้ตัวที่ควรระวัง

                ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงจะได้ติดตามข่าวคราวของการนำบัตรประชาชนไปลักลอบเปิดบัญชีธนาคารกันมาบ้างแล้ว ที่ถึงแม้ว่าคดีนี้จะยังไม่ถึงที่สุด และยังไม่แน่ว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้เป็นเช่นไร แต่จากคดีนี้ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับเอกสารส่วนตัวอย่างบัตรประชาชนที่สามารถนำไปทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้มากมายรวมถึงการเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเสียหายมากมายในอนาคต รวมถึงยังนำไปสู่การหลอกลวงผู้เสียหายอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย

กรณีศึกษา

                ในคดีที่เกิดขึ้นนี้ เป็นกรณีที่มีการนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคาร แล้วหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งเมื่อมีการสืบสวนลึกลงไป พบว่ามีการว่าจ้างวานให้สวมรวมนำเอาบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีถึง 5 บัญชี โดยมีการจ่ายค่าจ้างวานบัญชีละ 2,000 บาท ซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นชาวไนจีเรีย ที่เชื่อมโยงไปถึงขบวนการโรแมนซ์สแกม ซึ่งเป็นการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อและแล้วหลอกให้มีการโอนเงินเข้าบัญชีในที่สุด

สมาคมธนาคารเตือน ปัญหาการลอบนำบัตรประชาชนมาเปิดบัญชีธนาคาร

ด้วยข่าวคราวและกรณีดังกล่าว ทำให้สมาคมธนาคารต้องออกมาชี้แจงถึงกระบวนการในการเปิดบัญชีของธนาคาร รวมถึงการป้องกันของประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ด้วยระเบียบการยืนยันตัวตนในการเปิดบัญชีเงินฝาก รวมถึงทุกสาขาของธนาคารได้มีป้ายเตือน เรื่องการรับเปิดบัญชีแทนซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ในการเปิดบัญชีเงินฝากทุกครั้ง ธนาคารต้องมีการจัดให้ลูกค้าแสดงตนด้วยบัตรประชาชน รวมถึงต้องมีการตรวจสอบตัวตนของลูกค้ากับบัตรประชาชนที่นำมาเปิดบัญชีว่าเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อมีการตรวจสอบถูกต้องแล้ว จึงจะมีการเปิดบัญชีให้กับลูกค้าได้ รวมถึงตัวประชาชนหรือลูกค้าเองต้องมีความระมัดระวัง รอบคอบในการเก็บรักษาบัตรประชาชน ไม่ควรมอบหมายให้ผู้อื่นไปทำธุรกรรมแทน รวมถึงการให้สำเนาบัตรประชาชนผู้อื่นเพื่อไปทำธุรกรรม ควรขีดคร่อมและเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และในกรณีที่บัตรประชาชนหาย ต้องมีการไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นการป้องกันตัวและเพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่ของมิจฉาชีพ

นอกจากกรณีบัตรประชาชนหายแล้วมีการนำเอาไปสวมรอยเปิดบัญชีเพื่อหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่มีการหลอกลวงขอเลขบัตรประชาชน เพื่อนำไปสวมรอยใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ดังที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ออกหนังสือมาเตือนลูกค้าถึงแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ที่มีการโทรเข้าไปยังลูกค้า แล้วอ้างขอเลขบัตรประชาชน ซึ่งทางบริษัทไม่มีนโยบายการขอบัตรประชาชนใด ๆ จากลูกค้าทั้งสิ้น