ตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน จำเป็นแค่ไหน?

                เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ถึงประเด็นของการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียน เนื่องจากมีเครือข่ายผู้ปกครองเห็นต่างว่าการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ เป็นการชี้นำอย่างที่เรียกว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ ในขณะที่ความคิดเห็นในบางกลุ่มเห็นว่า การติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเป็นการรณรงค์ให้เด็กรู้จักการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

ความจริงแล้วประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งนำเอามาถกเถียงกัน เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ได้ถูกนำมาหยิบยกเป็นประเด็นที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณากันไปแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้อนุญาตให้โรงเรียนต่าง ๆ สามารถติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดยหากโรงเรียนไหนต้องการติดตั้งก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องทำหนังสือมาสอบถามหรือขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทางกระทรวงก็ไม่ได้มีนโยบายให้ทุกโรงเรียนต้องติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเอาไว้ อีกทั้งสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังมีความเห็นว่าการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในสถานศึกษา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้เยาวชนเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้องทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้ง่ายขึ้น โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับ สสส. ติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในห้องน้ำชายของโรงเรียนอาชีวศึกษามาแล้วกว่า 200 แห่งตั้งแต่ปี 2557

ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในประเด็นนี้ก็มีความแตกต่างกันไปโดยเฉพาะผู้ปกครองบางกลุ่มที่เกรงว่าจะเป็นการชี้นำและส่งเสริมมากกว่าป้องกัน ซึ่งความจริงแล้วเรื่องนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้และทำความเข้าในเรื่องเพศศึกษาให้เยาวชนทราบเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้ ซึ่งการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียน ก็เป็นเพียงหนึ่งในกลไกในการป้องกันปัญหาเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นในกรณีนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพลยังเคยทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรณีนี้ ซึ่งผลออกมาว่า ร้อยละ 63.9 เห็นด้วยกับการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนแต่อีกร้อยละ 36.1 ไม่เห็นด้วย

จะเห็นได้ว่าประเด็นนี้ถูกหยิบยกเอามาพูดในกันในหลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันซึ่งก็ยังคงมีความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียนจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากแค่ไหน หรือจะกลายเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแทน