“การดูดวง” งมงายหรือเพื่อความสบายใจ ทำไมคนไทยถึงชอบดูดวง

ความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องคู่กันมายาวนานกับคนไทย เนื่องจากหากคนเราขาดความเชื่อแล้วนั้นจะทำให้หมดศรัทธาในทุกสิ่ง การดูดวงถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยนิยมดูกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งการดูดวงมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูลายมือ การดูไพ่ยิปซี การดูผ่านตำราดวงชะตาวันเกิด หรือดูผ่านจิตสัมผัส ซึ่งในบางคนงานอาจมองว่าเป็นเรื่องที่งมงาย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตของคนที่เกิดมานั้นจะต้องผ่านการดูดวงมาแล้วทั้งสิ้นอย่างน้อยที่สุดคือหนึ่งครั้ง ยิ่งในช่วงสิ้นปีแล้วนั้น มีนักโหราศาสตร์และอาจารย์หมอดูทำนายชะตามากมายเข้ามาคาดการณ์ดวงของประเทศ และดูดวงตามชะตาราศีเกิดของคนทั่วไป ในปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้กันอย่างมากมายหลายตำราโหราศาสตร์  ซึ่งสำหรับบางคนนั้นเป็นคนยุคใหม่และไม่สนใจเรื่องประเภทนี้ แต่ก็เลือกที่จะดูเพื่อความสบายใจของตนเองและครอบครัว ซึ่งคนที่ชอบดูดวงนั้นมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

  1. ต้องการรู้อนาคต ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ดูดวงนั้นต้องการที่จะรู้อนาคตของตนเองว่าเป็นเช่นไร จะเดินทางไปในทิศทางไหน และจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองตั้งใจและหวังไว้หรือไม่ ซึ่งในบางครั้งหากเจอหมอดูที่แม่น ๆ ก็จะทำนายทายทักถูกต้อง
  2. ต้องการเสริมบารมี สำหรับบางคนนั้นที่เป็นเจ้าใหญ่นายโต จำเป็นที่ต้องอาศัยดวงหรือโหงวเฮ้งต่าง ๆ เพื่อให้หน้าที่การงานประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ซึ่งในบางครั้งอาจมีดวงของปีชงทำให้ต้องมีการแก้ชะตาราศี หรือแก้เคล็ดเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามที่ถูกที่ควร เพื่อความสบายใจของผู้ดูดวงนั้นเป็นหลัก
  3. ต้องการพ้นจากทุกข์ที่เป็นอยู่ สำหรับบางคนนั้นต้องการดูดวงเนื่องจากจิตใจเป็นทุกข์หม่นหมอง จึงหาวิธีที่จะทำให้ตนเองสบายใจขึ้นและคลายทุกข์โดยการพึ่งพาทางไสยศาสตร์ หรือดูเพื่อต้องการหาต้นตอและสาเหตุของการเกิดปัญหาเหล่านั้น และส่วนมากสิ่งที่หมอดูแนะนำให้ทำคือไปทำบุญปล่อยสัตว์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น
  4. ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เนื่องจากคนไทยนั้นมีทางเชื่อเรื่องศาสนาค่อนข้างมากและยามเกิดทุกข์หรือสุขนั้น จะนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับแรก ๆ ทำให้การดูดวงเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เพื่อให้รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไรและจะต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ในปี 2562 ที่กำลังมาถึงนี้ มีหมอดูทำนายทายทักดวงชะตาเข้ามาฟันธงมากมาย ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาและรับเอาข้อดีของดวงนั้น ๆ มาใช้ หากมีการกล่าวถึงดวงชะตาในแง่ดี และหากดวงชะตาในราศีของเรานั้นไม่ค่อยดีนัก ให้เราถือว่ารับเอามาเพื่อให้มีการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการดูดวงด้วยความเชื่อแบบไม่งมงาย แต่มีเหตุผลที่มีด้านดีอยู่ เพื่อให้นำไปปรับใช้ในการใช้ชีวิต

อากาศหนาวในเมืองไทย ทำให้คนหลั่งไหลไปเที่ยวที่ไหนบ้าง

เมื่อเริ่มเข้าเดือนธันวาคมของทุกปีนั้น จะเป็นช่วงฤดูหนาวที่ผู้คนส่วนมากมองหาที่เที่ยวเพื่อจะไปพักผ่อนในบรรยากาศที่เย็นสบาย และเต็มไปด้วยธรรมชาติรายล้อม และเมื่ออากาศหนาวมาเยือนนั้นสถานที่ยอดฮิตในประเทศไทยก็จะเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่น จนทำให้อากาศที่หนาวเย็นกลายเป็นตลบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของผู้คน แน่นอนว่าสถานที่ที่หนาวเย็นของประเทศไทยนั้นคงหนีไม่พ้นในเขตทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมธรรมชาติที่งดงาม รวมถึงชมน้ำค้างและไอทะเลหมอกยามเช้าบนดอยต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสถานที่เที่ยวในประเทศไทยที่เหมาะจะไปในหน้าหนาวมีดังต่อไปนี้คือ

  1. ยอดดอย ซึ่งบนยอดดอยนี้ถือว่าเป็นสถานที่จุดสูงสุดบนภูเขา ในประเทศไทยมีทั้งทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีภูเขาที่มีลักษณะเป็นดอยยื่นออกมา เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้คนขึ้นไปเพื่อชมอากาศยามเช้าและทะเลหมอก รวมทั้งพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นรุ่งระวีแสงดวงอาทิตย์แรกของยามเช้า ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นที่สวยงามมากเลยทีเดียว
  2. หมู่บ้านชาวเขา ซึ่งหมู่บ้านชาวเขาเป็นหมู่บ้านพื้นบ้านที่มีการแต่งตัวการในแบบชนพื้นเมือง ทำให้ผู้ที่สนใจจะไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างจังหวัดแบบชนบทนั้นได้รับวัฒนธรรม และเรียนรู้ความเป็นพื้นเมืองอย่างถ่องแท้ของชาวดอย ซึ่งตามหมู่บ้านชาวเขาเหล่านี้มักจะมีเสื้อผ้าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ใส่ถ่ายรูปกันเพื่อเป็นที่ระลึกอีกด้วย
  3. น้ำตก นับว่าเป็นอีกสถานที่เที่ยวหนึ่งที่ผู้คนนิยมไปเล่นน้ำ ถึงแม้จะมีอากาศที่หนาวเย็น แต่ก็มีคนส่วนมากที่นิยมไปเพื่อถ่ายรูปเอาบรรยากาศ เนื่องจากในหน้าหนาวนั้นน้ำตกจะมีน้ำที่ไม่เยอะมาก และหมดปัญหาเรื่องน้ำป่าไหลหลาก จนทำให้ผู้คนนิยมไปเก็บภาพธรรมชาติอันสวยงามของธรรมชาติ และก้อนหินเล็กหินน้อยได้เป็นอย่างดี
  4. ไร่ทางภาคเหนือ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทางภาคเหนือนั้นเป็นแหล่งของไร่ปลูกพืชพันธุ์นานาชนิดไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจากต้นไม้บางชนิดสามารถเติบโตได้ในอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ไร่สวนในภาคเหนือนั้นมีอาณาเขตที่กว้างขวางและเหมาะกับการไปเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดที่สบาย ๆ อากาศเย็น ๆ
  5. สวนดอกไม้ทางภาคเหนือ ซึ่งดอกไม้ทางภาคเหนือนั้นจะมีดอกที่บานใหญ่และสวยงาม รวมทั้งมีหลากหลายชนิดที่ทางภาคอื่น ๆ นั้นหาดูยาก เพราะสภาพอากาศทางภาคเหนือเหมาะกับการปลูกดอกไม้ให้ออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชมสวนดอกไม้อย่างคับคั่ง รวมทั้งทางภาคเหนือจะมีการจัดงานกิจกรรมสวนดอกไม้ขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ผู้คนสนใจไปเที่ยวชมสวนดอกไม้เหล่านี้กันมากขึ้นในแต่ละปี

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว หน้าหนาวปีนี้การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินตัว และสามารถเลือกไปที่ไหนก็ได้ที่ผู้เที่ยวนั้นชอบและเดินทางสะดวก ซึ่งปัจจุบันนี้มีรถรับส่งประจำทางเกิดขึ้นมากมาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย

ข่าวลวงในโลกออนไลน์ มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร

ในปัจจุบันนี้เมื่อเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทำให้มีข่าวเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งข่าวจากสำนักข่าวทั่วไปและข่าวที่เผยแพร่ตามเพจดังต่าง ๆ ได้เข้ามาเสนอและให้ข้อมูลจรแชร์กันสนั่นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสสังคมได้ในที่สุด เช่นในวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมานั้นได้มีข่าวลวงระบาดเกี่ยวกับผู้ว่าราชการท่านหนึ่งทางภาคเหนือได้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นได้ถูกเคยแพร่และถูกโจทย์จันไปมาก จนทำให้ผู้ว่าท่านนั้นต้องออกมาประกาศว่าข่าวนี้เป็นข่าวลวงและไม่เป็นความจริง ซึ่งท่านยังได้มีชีวิตอยู่และดำรงตำแหน่งทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งข่าวที่นำมาส่งต่อกันนั้นแน่นอนว่าจะมีทั้งข่าวจริงและข่าวลวง แต่ทั้งนี้ข่าวลวงก็มีผลกระทบต่อสังคม และแน่นอนต้องกระทบต่อบุคคลที่อยู่ในข่าวนั้นด้วย ดังนั้นผลกระทบต่อสังคมจากข่าวลวงนั้นมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลย

  1. มีผลต่อการนำไปบอกต่อหรือแชร์เพื่อกระจายข้อมูลไปทั่ว ซึ่งการนำข้อมูลไปบอกต่อนั้นเสมือนการพูดไปปากต่อปาก ซึ่งในปัจจุบันนี้โซเชียลไปไวมากปานติดจรวด เพียงแค่โพสต์ได้ไม่ถึง 10 นาที ข่าวนั้นหากเป็นข่าวที่ดังพอสมควรแล้วล่ะก็ จะไปอยู่ในหน้าหนึ่งของเพจดังได้เลยทีเดียว จนทำให้ผู้คนที่ติดตามข่าวอยู่นั้นได้รู้เห็นและนำไปแชร์ต่อกันจนกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศได้
  2. คนผิดกลายเป็นคนถูกได้โดยใช้กระแสสังคม ซึ่งข่าวลวงสมัยนี้มีมากมายจนทำให้ผู้เสพสื่อนั้นสับสนว่าสิ่งใดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ดังจะเห็นจากข่าวดาราทั่วไปที่มีการซุบซิบกันในสังคมออนไลน์ ซึ่งในบางครั้งคนผิดจริง ๆ เพียงแค่มีดราม่าเกิดขึ้น ก็จะทำให้กลายเป็นคนน่าสงสารได้ภายในพริบตา จนทำให้คนที่ถูกต้องจริง ๆ แล้วนั้นกลายเป็นคนที่ถูกสังคมประนามได้เลย
  3. นำข้อมูลที่ได้รับไปใช้แบบผิด ๆ ซึ่งข่าวลวงในบางครั้งนั้นเป็นข่าวที่มาพร้อมกับความรู้เช่น วิธีการลดความอ้วนนั้น ซึ่งในบางข่าวลวงจะใช้ยาลดความอ้วนที่เกินขนาด มาอ้างสรรพคุณกล่าวอ้างเกินจริง ทำให้ผู้คนที่เสพสื่อด้วยความไม่ระมัดระวังเกิดการหลงเชื่อ และนำไปใช้ปฏิบัติตามทำให้มีผลข้างเคียงเนื่องจากความรู้แบบผิด ๆ นี้เอง

และนี่คือผลกระทบของสังคมที่ได้รับข่าวลวง หรือข่าวที่ให้ข้อมูลมาแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่เสพสื่อหรือข่าวทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือจากปากต่อปากของบุคคลที่เรารู้จักนั้น ควรรับฟังอย่างมีสติและมีวิจารณญาณให้รอบคอบก่อนนำไปบอกต่อหรือนำไปใช้ปฏิบัติตาม ควรหาข้อมูลและศึกษาถึงความเป็นจริงให้แน่ใจเสียก่อน เพราะหากเกิดการผิดพลาดไปแล้วอาจทำให้เสียหายได้ในวงกว้าง ทั้งต่อตนเอง หรือมากไปกว่านั้นอาจเกิดผลกระทบต่อสังคมเลยก็เป็นได้

อินเตอร์เน็ตให้เราได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ในยุคแห่งการสื่อสารที่ไร้พรมแดน

ในโลกยุคดิจิตอลนั้นปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการใช้ชีวิต เพราะในทุกวันนั้นคนยุคใหม่จะใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นการสื่อสารกับบุคคลภายนอกมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญบางคนนั้นเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต พวกเขาสามารถอยู่ได้แต่ภายในบ้านหรือสถานที่ทำงาน และติดต่อไปยังผู้คนหรือองค์กรใหญ่ทั่วโลกได้เพียงแค่เสี้ยววินาที ซึ่งในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมานั้น กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เปิดเผยว่าประเทศไทยมีไฟเขียวให้ต่างชาติเข้ามาทำการตลาดดาวเทียมเสรีในประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างมาก และประโยชน์ของการติดต่อสื่อสารผ่านทางโลกออนไลน์อย่างอินเตอร์เน็ตนั้นมีมากมายดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

  1. ติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ในโลกที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนทั่วทุกมุมโลกก็สามารถติดต่อกับใครก็ได้ที่คุณต้องการ หากคุณมีข้อมูลการติดต่อของเขาเหล่านั้นที่อยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตด้วยกัน อาจเป็นการติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่คนสมัยนี้นิยมใช้สื่อสารและติดต่อกันมากกว่าการใช้โทรศัพท์ไปแล้ว หรือผ่านการวิดีโอคอลหาบุคคลที่คุณต้องการพูดคุยด้วยก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจมากที่เทคโนโลยีสมัยนี้ได้ก้าวหน้าไปอย่างมาก จนทำให้คนที่อยู่คนละมุมโลกกันนั้นสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกันได้ อีกทั้งยังเห็นหน้าค่าตากันได้เพียงแค่กดคลิกที่ปลายนิ้ว
  2. ค้นหาข้อมูลทั่วไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าการที่โลกได้เปลี่ยนไปอย่างไม่อาจหยุดยั้งนั้น การหาข้อมูลในสมัยนี้ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเนื่องจากในสมัยก่อนหากเราต้องการรู้เรื่องอะไรสักหนึ่งอย่างจำเป็นที่จะต้องไปห้องสมุดเพื่อหาหนังสือมาอ่านสักเล่ม หรือหากห้องสมุดที่ไปนั้นยังมีข้อมูลไม่เพียงพอก็ต้องดั้นด้นไปหาที่ห้องสมุดอื่น จนทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางและการค้นหาที่ยาวนาน แต่ในปัจจุบันนี้มีแอปพลิเคชันและเว็บไซต์มากมายที่คอยช่วยเหลือในการค้นหาข้อมูลทั่วไป เพียงแค่กดคลิกไปที่คำถามที่ต้องการก็จะปรากฏทั้งเนื้อหาข้อมูล รูปภาพ บางเว็บไซต์อาจมีคลิปวิดีโอให้ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งข้อมูลที่เราต้องการหานั้นไม่ได้มีเพียงอยู่แค่ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่เราสามารถรู้ข้อมูลรอบโลกได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
  3. ค้นหารูปภาพและภาพเคลื่อนไหวได้ ซึ่งนอกจากข้อมูลที่ต้องการจะหาแล้วนั้นอินเตอร์เน็ตยังสามารถให้เราค้นหารูปภาพและภาพวิดีโอได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพอะไรเพียงแค่พิมพ์เข้าไปก็สามารถนำรูปภาพนั้นไปใช้ได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าติดเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ถ่ายรูปอยู่ไหม ซึ่งควรให้เครดิตภาพของผู้ถ่ายไว้ด้วยหากต้องการนำไปใช้
  4. ให้ความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันนั้นอินเตอร์เน็ตสามารถกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่สำคัญได้แม้กระทั่งตามหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ของโลก ยังได้มีการเปิดสอนให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์มากขึ้น เพื่อเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์

และนี่เป็นเพียงประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการมีอินเตอร์เน็ตในยุคแห่งการสื่อสารในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจมีลูกเล่นอะไรใหม่ ๆ มาให้เราได้ลองและนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย ซึ่งนับว่าโลกของเราได้มีการพัฒนาไปสู่จุดที่การสื่อสารไร้พรมแดน และไร้ขีดจำกัดแล้วอย่างจริงจัง

ความเหลื่อมล้ำทางด้านการเงินของคนไทย ซึ่งมีคนจนมากกว่าคนรวยหลายเท่าตัว    

ในเมืองไทยนั้นมีคนที่ประสบปัญหาความยากจนค่อนข้างมาก ดังที่มีข่าวออกมาว่าประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้ที่มีคนจนและคนรวยเหลื่อมล้ำกันมากที่สุดในโลก ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในสังคมออนไลน์ทุกวันนี้ ซึ่งในวันที่ 8, 9 และ 10 ธันวาคม 2561 นี้ทางรัฐบาลได้มีการสนับสนุนเงินให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยจำนวน 500 บาทผ่านทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนคนจนและได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ได้แบ่งการจ่ายเงินตามหมายเลขขึ้นต้นในบัตรประชาชน จากข่าวนี้ทางรัฐบาลได้มีการหยิบยกประเด็นนี้นำไปพิจารณาเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินของสังคมให้น้อยลง เพื่อให้คนจนและคนรวยได้มีปริมาณเท่า ๆ กัน และผลักดันให้ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นมีงานรองรับ และสามารถหาเลี้ยงชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น

วิธีลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการเงินนั้นมีดังต่อไปนี้คือ

  1. ให้การศึกษากับผู้ที่ด้อยโอกาส โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ อย่างเช่นบนดอยหรือหลังเขา ที่จะมีเด็กเล็กในหมู่บ้านที่ไม่ได้เรียนหนังสืออีกมากมาย โดยการจัดตั้งโรงเรียนประจำหมู่บ้าน และปฏิรูปการศึกษาภายในประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดระดับชั้นวุฒิการศึกษาขั้นต่ำที่ต้องเรียนให้เข้มงวด
  2. ให้ความรู้ทางด้านการลงทุน การออมเงินของชาวบ้านเมื่อเกษียณและเก็บเงินไว้ใช้ให้เป็นสัดส่วน ยังมีชาวบ้านอีกมากมายที่ยังขาดความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการเงินและสินทรัพย์ส่วนตัว สังเกตุได้จากเมื่อเวลาแก่ตัวลงไปแล้วจะไม่มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามชรา ทำให้เป็นวัฏจักรที่ลูกหลานต้องเลี้ยงดู ไม่ได้นำเงินที่หามาไปทำธุรกิจให้เกิดผลประโยชน์งอกเงย และเกิดขึ้นหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ ยันรุ่นลูกรุ่นหลานแบบนี้ไม่รู้จบ
  3. พัฒนาระบบเกษตรกรรมภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้เข้าถึงในพื้นที่เกษตรกรรมถิ่นทุรกันดารและห่างไกลจากเทคโนโลยีทางการเกษตร ให้สามารถมีเครื่องมือไว้ใช้ในการทำงานได้สะดวก ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือไว้ใช้ส่วนรวมสำหรับหมู่บ้าน หรือนำเทคโนโลยีและความรู้ต่าง ๆ ให้กับผู้นำชาวบ้านไปเผยแพร่อีกทีหนึ่ง
  4. กระจายรายได้จากสังคมเมืองสู่สังคมชนบท ให้ได้รับรายได้ทั่วถึงแม้ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งควรส่งเสริมให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม อาจเป็นงานฝีมือเฉพาะท้องถิ่นหรือเป็นสูตรอาหารดั้งเดิม ควรส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ฝีมือและความรู้ความสามารถรวมทั้งทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการก่อตั้งเป็นชมรมเล็ก ๆ ภายในหมู่บ้าน หรือจัดตั้งองค์กรสำหรับพัฒนาฝีมือแรงงานของชาวบ้าน และจัดตั้งให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ควรอนุรักษ์ไว้ประจำท้องถิ่นนั่นเอง

จากที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงขั้นตอนการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการเงินของสังคมไทยเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีวิธีอีกมากมายที่ช่วยให้คนไทยที่ยากจนมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการทำงานประจำ รวมทั้งการทำงานพิเศษอื่นนอกเหนือจากรายได้หลักเพื่อเป็นหารายได้เลี้ยงดูครอบครัวอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากนี้การแบ่งเวลานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของการพัฒนาคนเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาประเทศอีกทีหนึ่ง ดังนั้นผู้ที่มีเวลามาก สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้

แท็กซี่ไทยในปัจจุบัน กับการใช้บริการคนไทย และข้ออ้างไม่รับผู้โดยสาร

การเดินทางในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายดาย เนื่องจากมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวกและรวดเร็วต่อผู้ที่สัญจรไปมาระหว่างเมือง โดยมีรถรับส่งสาธารณะอย่างรถประจำทาง รถไฟฟ้า รวมถึงรถไฟใต้ดินไว้คอยให้บริการกันแทบทุกสิ้นทาง และนอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีรถแท็กซี่ที่คอยให้บริการกับคนที่ไม่ชอบเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีคนเบียดเสียดแน่นหนา และสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย อีกทั้งยังนั่งเพียงต่อเดียวถึงจุดหมายเลยโดยไม่ต้องต่อรถประจำทางหลายสายให้ปวดหัว แต่ในไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นมีผู้ใช้ยูทูปรายหนึ่งได้ลงคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ให้ไปเที่ยวชมในเมือง โดยแท็กซี่คันนั้นได้คิดราคาเกินจริงและไม่กดมิเตอร์ ทำให้เกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล  ซึ่งส่วนใหญ่แท็กซี่นั้นจะเลือกรับเฉพาะชาวต่างชาติ โดยมีเหตุผลในการอ้างถึงเรื่องต่าง ๆ เมื่อคนไทยเรียกรถแท็กซี่ดังนี้คือ

  1. ส่งรถ ซึ่งข้ออ้างนี้เป็นข้อฮอตฮิตของเหล่าบรรดาแท็กซี่ทั้งหลาย ที่เมื่อเจอปัญหารถติดและไม่ต้องการไปในบริเวณนั้น ส่วนมากจะอ้างถึงปัญหาการไปส่งรถไม่ทันหรือส่งรถล่าช้าจะทำให้โดนปรับได้ จะพบกับแท็กซี่ที่ขับบริเวณในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายสามโมงเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนเลิก และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง
  2. แก๊สหมด ซึ่งปัญหาแก๊สหมดของแท็กซี่นั้นยังคงมีให้เห็นทุกวัน บางคนนั้นเรียกถึงสามสี่คันกว่าจะมีแท็กซี่บางคันยอมไปให้ หรือมีบางคานที่ผู้โดยสารคะยั้นคะยอมากก็ยอมไปให้ แต่ก็ไปแวะเติมก๊าซที่ปั๊มเป็นเวลานานทั้งที่ยังกดมิเตอร์ให้ขึ้นไว้อยู่
  3. ไปคนละทาง ซึ่งข้ออ้างนี้จะใช้อ้างบ่อยในเวลากลางคืน เนื่องจากคนขับแท็กซี่นั้นจะอ้างว่าต้องการกลับบ้านและทางที่ผู้โดยสารต้องการไปนั้นอยู่คนละทางกัน จึงไม่สามารถไปให้ได้ แต่หากผู้โดยสารต้องการไปจริง ๆ นั้น จะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายไม่กดมิเตอร์ ซึ่งการเหมาจ่ายนั้นมีราคาสูงมากกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

ซึ่งนอกจากที่แท็กซี่จะให้บริการชาวไทยด้วยกันแบบนี้แล้วนั้น ยังเลือกให้บริการชาวต่างชาติมากกว่า อีกทั้งไม่มีการกดมิเตอร์แต่จะเป็นการเหมาจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเหมาไปตามสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่เหมาเป็นรายวันเพื่อเที่ยวชมในเมืองกรุง ซึ่งมีราคาที่แพงกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าสามถึงห้าเท่าเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้แท็กซี่ที่ทำงานด้วยใจและประกอบอาชีพด้วยความซื่อตรงยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับดวงของผู้โดยสารด้วยว่าจะไปเจอกับแท็กซี่คันไหน ดังนั้นหากเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป หรือมีการเรียกเก็บเงินที่แพงกว่าราคามาตรฐาน หรือไม่กดมิเตอร์ ควรเรียกคันใหม่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ทำอาหารทานเอง เสน่ห์ปลายจวัก มัดใจคนในครอบครัว

ในปัจจุบันนี้มีผู้ที่สนใจหันมาทำอาหารเพื่อรับประทานเองมากขึ้น เนื่องจากการทำอาหารทานเองนั้นเราสามารถดูแลเรื่องความสะอาดของอาหาร รวมทั้งรสชาติของอาหารที่เราต้องการได้เป็นอย่างดี ซึ่งสังเกตได้จากในช่วงนี้มีรายการเรียลลิตี้โชว์แข่งขันการประกอบอาหารมากมายในทีวี ผู้เข้าแข่งขันที่ไม่ใช่เชฟหรือพ่อครัวแม่ครัวมาสมัครร่วมแข่งขันในรายการมากขึ้น และกำลังได้รับความสนใจ มียอดวิวทางช่องยูทูปสูงเป็นหลายล้านวิวเลยทีเดียว ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่หลงใหลในการปรุงอาหารนั้น ย่อมหาข้อมูลและคิดค้นผสมผสานเมนูสูตรใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย จนกลายเป็นอาหารฟิวชั่น ส่งผลให้มีร้านอาหารนานาชาติที่มีรูปแบบแตกต่างกันไปเกิดขึ้นมากมายในปัจจุบันนี้ และแน่นอนว่าการทำอาหารเพื่อรับประทานเองภายในครอบครัวนั้นมีข้อดีอยู่มากมายดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

  1. ความสะอาด และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ผู้คนส่วนมากนิยมซื้อวัตถุดิบกลับมาปรุงอาหารทานเองที่บ้าน เนื่องจากการทำอาหารเองนั้น สามารถล้างทำความสะอาดวัตถุดิบและอุปกรณ์เครื่องครัวได้มากตามความพอใจ และยังรู้แหล่งที่มาที่ไปของส่วนผสมในอาหารนั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย นับว่าปัจจัยข้อนี้เป็นข้อแรกเลยก็ว่าได้ที่คนหันมาทำอาหารทานเองภายในครอบครัว
  2. รสชาติที่ถูกปากของคนในครอบครัว แน่นอนว่าการทำอาหารเองนั้นเราสามารถใส่เครื่องปรุงรสต่าง ๆ ได้ตามความชอบโดยไม่จำเป็นต้องกลัวสิ้นเปลืองแต่อย่างใด หรือหากต้องการให้อาหารมีรสชาติเผ็ด เปรี้ยว หวาน หรือเค็มนั้น สามารถปรุงได้ตามความพอใจ และหากเมื่อทานไปแล้วยังรู้สึกว่าไม่อร่อย ยังสามารถนำอาหารกลับมาปรุงใหม่ได้
  3. ประหยัดค่าอาหาร เนื่องจากการซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเองนั้นจะซื้อได้ในราคาที่ถูกและเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อเราทำอาหารในแต่ละครั้งนั้นยังสามารถเก็บไว้รับประทานในมื้ออื่น ๆ ได้อีก หรืออาจนำวัตถุดิบมาใช้แค่ครึ่งเดียว และเก็บเอาไว้ทำอาหารในมื้อต่อไปได้โดยแช่ตู้เย็นไว้ ซึ่งวัตถุดิบที่เป็นผักหรือเนื้อสัตว์นั้นสามารถอยู่ได้นานหลายวัน
  4. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมในครอบครัว ซึ่งแน่นอนว่าการทำอาหารทานเองในครอบครัวนั้นจะใช้เวลาค่อนข้างมากในการเตรียมและการประกอบอาหาร ดังนั้นการมีลูกมือคอยช่วยเหลือหยิบจับทำให้ประหยัดเวลาในการทำอาหารไปได้ค่อนข้างมาก ซึ่งหากคนในครอบครัวช่วยกันแล้วนั้น จะทำให้เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัวในการช่วยเหลือกัน และมีการสนทนาพูดคุยกันระหว่างการประกอบอาหารนั่นเอง

ซึ่งสำหรับคนที่ชอบทำอาหารและมีเสน่ห์ปลายจวักทั้งหลาย ควรเลือกที่จะประกอบอาหารทานเองมากกว่าที่จะไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งนอกจากเหตุผลดี ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังเพื่อเป็นการฝึกฝีมือของตนเองและพัฒนาให้ดีมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปต่อยอดเพื่อเปิดกิจการร้านอาหารได้ในอนาคต อีกทั้งยังทำเป็นอาชีพกับสิ่งที่ตนเองรักได้อีกด้วย

การจัดงานแต่งงานถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมไทย

แน่นอนว่าการแต่งงานนั้นเป็นความฝันของคู่บ่าวสาวหลาย ๆ คน ที่ต้องการมีชีวิตคู่ที่สุขสม และต้องการจัดพิธีอันสมเกียรตินี้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาในสังคมให้กับครอบครัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามย่อมที่จะใช้เงินทองค่อนข้างมากในการจัดงานนั้น ๆ ทั้งสิ้น ยิ่งสำหรับงานแต่งงานแล้วด้วยจะหมดเงินไปมากกว่างานเลี้ยงสังสรรค์อื่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่ค่อนข้างมากนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นค่าของชำร่วยสำหรับงานแต่งงาน ค่าพิมพ์การ์ดงานแต่งงาน ค่าชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยสำหรับงานเช้า หรือชุดสำหรับงานเลี้ยงในตอนเย็น หรือในบางรายอาจจะมีชุดตักบาตรตอนเช้า และชุดเข้าพิธีรดน้ำสังข์แยกต่างหากอีกด้วย อีกทั้งชุดราตรีสีขาวตอนหัวค่ำที่สวยงามสำหรับเจ้าสาวที่เตียมพร้อมจะเข้าหอแล้วนั้น และยังไม่รวมถึงชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังจากงานกินเลี้ยงแล้วเสร็จอีก นี่ยังไม่ได้รวมถึงชุดของเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ในบางงานนั้นมีกันมากกว่า 10 คนเลยทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีค่าแต่งหน้าทำผมทั้งของตัวบ่าวสาวเองและของเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝั่งอีกด้วย ค่าจ้างตากล้องหรือช่างถ่ายภาพ ค่าสถานที่จัดงานเลี้ยง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าจัดพิธีรดน้ำสังข์มงคลสมรส ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ค่าจัดงานแต่งงานส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับค่าสินสอดทองหมั้นทั้งหลายและแหวนหมั้นที่ทางฝั่งเจ้าบ่าวจะนำมาขอเจ้าสาว

จึงทำให้เกิดเป็นธุรกิจออแกไนซ์รับจัดงานแต่งงานขึ้นมากมาย เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการเลือกสิ่งของที่ใช้สำหรับงานแต่งที่เตรียมไว้อย่างครบครัน หรือสถานที่ในการจัดงานให้คู่บ่าวสาวเหนื่อยน้อยลง เนื่องจากมีผู้จัดงานมืออาชีพเข้ามาช่วยนับว่าเป็นการจัดงานได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกหาออแกไนซ์ที่ดีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีข่าวออกมาให้เห็นในหลายครั้ง ว่าออแกไนซ์จัดงานแต่งงานนั้นหลอกลวงคู่บ่าวสาวมาแล้วหลายเจ้า จนทำให้คนที่ต้องการจัดงานแต่งงานนั้นต้องระแวดระวังเป็นพิเศษในการเลือกหาบริษัทที่จะเข้ามาดูแลจัดงานแต่งงานให้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงฝ่ายออแกไนซ์ที่หลอกลวงคู่บ่าวสาวเพียงอย่างเดียว ซึ่งในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับมีคู่บ่าวสาวคู่หนึ่งได้จ้างออแกไนซ์จัดงานแต่งงานและได้ติเตียนทุกอย่างในงาน รวมทั้งมีการจ่ายราคาค่าจัดงานเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างทั้งสองฝั่งจนเกิดเป็นดราม่าในสังคมโซเชียลปัจจุบันนี้

จากที่กล่าวมาแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดงานพิธีมงคลสมรสนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเหมาะสมอย่างยิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติตามกรอบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ดีงาม เพื่อได้อนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้สืบทอดและทำตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้จัดงานควรจะตั้งอยู่ในสติและพิจารณาให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจเลือกออแกไนซ์ดี ๆ สักที่หนึ่ง อีกทั้งฝั่งออแกไนซ์เองก็ตามควรจะมีการปฏิบัติงานที่ซื่อตรงและทำให้ดีที่สุด เพราะในงานแต่งนั้นมีเพียงแค่ครั้งเดียวของคู่บ่าวสาว ดังนั้นเขาจึงต้องการสิ่งที่ดีที่สุด รวมทั้งควรมีสัญญาก่อนที่จะเริ่มทำการจัดงานทุกครั้งเพื่อความซื่อตรงและยุติธรรมกับทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

“ครูเป็นหนี้” เพราะกู้ง่ายเกินไปสนองความต้องการทางสังคมจนไร้วินัยการเงิน

อาชีพครูบาอาจารย์ถือว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติทางสังคมและครูที่ดีก็มักจะได้รับการเคารพยกย่องจากนักเรียน ผู้ปกครองและบุคคลรอบข้าง ทำให้เกิดการแข่งขันสูงตั้งแต่การเริ่มต้นเข้าสู่วงการครู ซึ่งครูทุกคนจะต้องสอบแข่งขันโดยมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั่วประเทศเพียงเพื่อชิงเก้าอี้ครูไม่กี่ตำแหน่ง แต่กลับกันอาชีพมีเกียรตินี้ได้รับค่าตอบแทนแรกเริ่มค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ ซึ่งกว่าจะสามารถขอเพิ่มเงินเดือนได้นั้นครูต้องมีผลงานไปเสนอต่อหน่วยงานการศึกษาที่ตนสังกัดเพื่อให้ได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนและเลื่อนตำแหน่ง โดยในแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาหลายปีสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการนี้ อีกทั้งประเทศไทยเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ ผู้ใดที่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังมักจะได้อยู่ในจุดที่ตนต้องการง่ายขึ้นกว่าคนปกติ

หลายคนอาจสงสัยว่าเพราะเหตุใดอาชีพครูในเมืองไทยจึงเป็นอาชีพที่มีหนี้สินมากกว่าอาชีพอื่น ดังที่กล่าวไปแล้วว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับความเชื่อถือจากสังคม ส่งผลให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ นั้นง่ายกว่าอาชีพอื่นโดยธนาคารมักจะปล่อยสินเชื่อให้บรรดาครูเหล่านี้ได้กู้เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ประกอบกับเงินเดือนขั้นต่ำของครูซึ่งถือเป็นฐานเงินเดือนที่น้อยกว่าอาชีพอื่น ๆ ทำให้ครูต้องพึ่งการกู้หนี้ยืมสินเป็นประจำ อีกทั้งการเข้าสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญกับคนบางกลุ่มที่ประกอบอาชีพนี้ ดังนั้นการกู้หนี้ยืมสินจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาและครูหลายคนจึงเป็นผู้ชำนาญด้านการกู้

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมากลุ่มวิชาชีพครูรวมตัวกันกว่า 100 คน เพื่อประกาศปฏิญญามหาสารคาม เรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้ของตนในโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป พร้อมประกาศให้ลูกหนี้ ช.พ.ค. ทั่วประเทศกว่า 400,000 คน ร่วมกันหยุดการชำระหนี้กับธนาคารออมสินตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ครูเหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคมไม่ว่าจะเป็นสังคมทั่วไปหรือสังคมออนไลน์ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ว่าบุคคลนั้นจะประกอบอาชีพใดเมื่อทำการกู้สินเชื่อมาแล้วต้องชำระคืนตามสัญญาซึ่งรวมทั้งดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ มิฉะนั้นก็ควรถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาซึ่งต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อให้สมแก่การเป็นต้นแบบแก่สังคมต่อไป

จากการวิจารณ์ของสังคมทำให้หน่วยงานทางภาครัฐต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ออกประกาศเรื่องความต้องการหยุดชำระหนี้ของครู ช.พ.ค. ว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายเนื่องจากการไม่ชำระหนี้นั้นถือว่าหนีหนี้และจะต้องถูกฟ้องล้มละลายและหมดสภาพการเป็นข้าราชการ

ไม่ว่าบุคคลนั้น ๆ จะประกอบอาชีพใดสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก็คือการทำสิ่งที่ถูกกฎหมาย โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาที่จะต้องปฏิบัติตนเป็นต้นแบบที่ดีแก่สังคมเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเยี่ยงอย่างในการหาข้ออ้างเพื่อกระทำผิดกฎหมายต่อไป

 

“ขยะพิษ” เข้าไทยของนายทุนต่างชาติกับค่าตอบแทนมหาศาลแต่ชาวบ้านรับผลกระทบเต็ม ๆ

                เมื่อพูดถึงขยะพิษหลายคนอาจคิดถึงขยะจำพวกสารเคมีเช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งสารเคมีจากโรงงาน แต่ในปัจจุบันขยะพิษนั้นยังมีชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมด้วย ซึ่งขยะพิษดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีราคาสูงโดยเฉพาะการรับซื้อเป็นจำนวนมากจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทต่างชาติมองเห็นถึงผลกำไรจากขยะราคาสูงที่สามารถนำมาขายต่อได้

การรับซื้อขยะทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากนั้นจะต้องถูกส่งต่อมายังประเทศปลายทางเพื่อทำการแยกชิ้นส่วน และส่งขายต่อไปอีกทีหนึ่งตามประเภท โดยการแยกชิ้นส่วนต้องทำด้วยมือจากแรงงานคน ส่งผลให้สารพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายของแรงงานเหล่านั้นได้โดยง่าย อีกทั้งชิ้นส่วนของขยะบางส่วนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะต้องถูกทำลายหรือปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวประเทศไทยได้รายงานว่าค้นพบโรงงานแยกขยะขนาดใหญ่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งภายในโรงงานนั้นเต็มไปด้วยชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังถูกคัดแยกโดยคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยขยะพิษเหล่านี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนจากแผงวงจร โทรศัพท์มือถือ แบตเตอร์รี่และซีพียูจากคอมพิวเตอร์ ทางกรมมลพิษได้วัดค่าสารพิษพบว่าเกินกว่ามาตรฐานกำหนด สามารถส่งผลร้ายต่อร่างกายของผู้สูดดมให้พัฒนาไปถึงการเป็นมะเร็งได้ จากการสอบถามชาวบ้านโดยรอบพบว่าประสบกับปัญหาการสูดดมกลิ่มเหม็นจากการเผาสารเคมีของโรงงานแห่งนี้จนไม่สามารถเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ได้เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็ก ๆ และผู้สูงอายุภายในบ้าน ซึ่งชาวบ้านได้ระบุอีกว่าตนได้ทำการร้องเรียนและยื่นเรื่องต่อตำรวจจากสน.ใกล้เคียงแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากตำรวจตรวจได้แค่รอบโรงงานเท่านั้นไม่สามารถเข้าไปภายในได้

จนกระทั่งชาวบ้านทนมลพิษที่ต้องเผชิญทุกวันไม่ได้ จึงนำน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงส่งให้ห้องแล็ปเอกชนตรวจและพบว่าน้ำนั้นมีค่าตะกั่วและสารพิษอื่น ๆ เกินกว่าค่ามาตรฐาน หลังจากนั้นชาวบ้านจึงนำหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมไว้ได้ส่งให้กรมมลพิษขอหมายศาลเข้าตรวจโรงงานแห่งนี้และพบว่าเจ้าของโรงงานเป็นคนไต้หวันที่รับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกมาพักไว้เพื่อแยกชิ้นส่วนที่ไทยโดยผ่านการขนส่งทางเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งได้ให้การเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ขนส่งว่าเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จนสามารถผ่านการตรวจสอบเข้ามาได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นพิษเหล่านี้ก็คือสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนโดยรอบที่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมและอากาศที่เป็นพิษทำให้เกิดโรคเรื้อรังที่รักษาเป็นเวลานานก็ยังไม่หาย ดังนั้นเมื่อหน่วยงานทางภาครัฐได้รับการร้องเรียนเรื่องมลพิษจากชาวบ้านก็ควรเข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้มลพิษเหล่านั้นลุกลามเป็นวงกว้างจนคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก