ทำไมคนรักถึงนอกใจ เหตุผลอะไรที่ปันรักให้คนอื่น

เป็นเรื่องราวที่ผู้คนติดตามกันอย่างมากเมื่อมีดาราคนดังมีข่าวของการเลิกลาและการนอกใจเกิดขึ้น หรือแม้แต่เมื่อมีคู่รักทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงานนอกใจกัน ผู้คนต่างพากันตั้งข้อสงสัยมากมายพร้อมทั้งให้คำตัดสินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาดแม้ว่าตัวเองจะเป็นแค่คนนอกก็ตาม โดยลืมตระหนักไปว่าคนเราทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง การที่คนคนหนึ่งนอกใจคนรักหรือคู่ของตนไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เราจะเอามาตัดสินได้ว่าเขาเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ว่าเขาเป็นปีศาจที่คนในสังคมต้องร่วมกำจัดให้หมดไป โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่คนนอกใจกันโดยรวมมีดังต่อไปนี้

รู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่ด้วยกัน เมื่อเราตัดสินใจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบแฟนกับใครเป็นไปได้สูงมากว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งกันและกัน แต่หากว่าอยู่มาวันนึงความสัมพันธ์ที่ร่วมกันสร้างทำให้เรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งและรู้สึกแปลกแยก จึงทำให้คนที่รู้สึกแบบนี้ต้องการหาคนมาทำหน้าที่นี้แทน คือทำหน้าที่ที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่ง

รู้สึกว่าไม่เป็นที่รัก ปัญหาในข้อนี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักเราจริง ๆ แต่เนื่องจากว่าการแสดงออกว่ารักของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้การรับรู้ถึงความรักไม่เท่ากัน ผู้หญิงบางคนอาจจะรู้สึกได้รับความรักเมื่อแฟนคอยรับฟัง ให้กำลังใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องช่วยหาทางออกใด ๆ แต่ในขณะที่ผู้ชายบางคนพยายามเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทันทีโดยไม่ฟังให้อีกฝ่ายเล่าทั้งหมดที่อยาเล่าก่อน เพราะถือว่าการให้วิธีแก้ไขปัญหาคือวิธ๊แสดงออกถึงความรัก ดังนั้น เมื่อผู้หญิงเล่าเรื่องทุกข์ใจให้แฟนฟังแล้วแฟนเสนอวิธีแก้ไขปัญหาโดยทันทีแม้ว่าคนเล่าจะยังเล่าไม่จบ คนเล่าจะมีความรู้สึกว่าทำไมอีกฝ่ายไม่รับฟังบ้าง ไม่รับรู้ความรู้สึกของเราบ้าง ไม่รักเราแล้วหรอ ในขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าเราอุตส่าห์เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดให้แล้ว ทำไมไม่เห็นความรักที่เราแสดงออกไป ปัญหาในข้อนี้ไม่ใช่ว่าทั่งคู่ไม่รักกัน เพียงแต่แสดงออกถึงความรักไม่เหมือนกันและเข้าใจวิธีการแสดงออกถึงความรักแตกต่างกัน และสุดท้ายเรากล้าบอกว่ามันเป็นนิสัยและค่านิยมส่วนบุคคลนั่นแหละ

ทั้งนี้เหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดไม่อาจเป็นเหตุผลที่ครอบคลุมสำหรับทุกคู่รักที่เลิกราและทุกกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากในหนึ่งการกระทำ หนึ่งการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของคนคนหนึ่งมีเหตุผลล้านแปดที่คอยสนับสนุนความคิดของผู้กระทำ แต่หากเรามองด้วยเหตุผลที่ยกมาดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจและไม่ตัดสินบุคคลที่นอกใจคนรักตัวเอง จริงอยู่การนอกใจคนที่รักไม่ใช่เรื่องที่ดีและไม่ใช่เรื่องที่น่าสรรเสริญแต่การที่พยายามกำจัดคนนึงออกจากสังคม ให้ไม่มีที่ยืนในสังคมและไม่ให้สามรถใช้ชีวิตตามปกติตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานได้ เพราะเค้านอกใจแฟนตัวเองเป็นบทลงโทษที่โหดร้ายและบีบอัดมากเกินไป ทั้งนี้แม้ว่าเค้าจะทำพลาดแต่การให้อภัยและให้โอกาสคนคนนึงได้กลับตัวกลับใจทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น และการหยิบยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นมานำเสนอไม่ได้เป็นเพื่อยุยงส่งเสริมการนอกใจ เพียงแต่มีความคิดแวบขึ้นมาในหัวว่าอยากจะนอกใจแฟน ให้ทำความเข้าใจตัวเอง ยอมรับความจริง และหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คุณกำลังเสพติดความเจ็บปวดหรือเปล่า

แม้ว่าทุกคนจะกล่าวว่าอยากมีความสุขในชีวิต ความสุขคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตแต่ก็มีคนบางกลุ่มที่มันจะหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขได้เสมอ และมักจะเลือกมองเหตุการณ์ สถานการณ์และตัวบุคคลด้วยมุมมองที่หนักไปทางที่ทำให้หนักใจอยู่เสมอ บางคนถึงกลับไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ด้วยกลัวว่าถ้ามีความสุขมากเกินไป เรื่องร้ายจะตามมา

  1. คุณพยายามบอกตัวเองให้เข้าถึงสัจธรรมในชีวิตที่ว่า เกิดมาเพื่อใช้กรรม บางคนไม่เคยมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตได้เลย เช่น เวลาที่เจอคนขับแท็กซี่ใจดี น่ารัก เวลาที่ค้นพบอาหารอร่อยร้านใหม่ เวลาได้ลองเมนูใหม่ ๆ แล้วปรากฏว่าอร่อยมาก หรือเมื่อเจอน้องหมาน่ารัก ๆ ดุ๊กดิ๊ก โดยบังเอิญ หรือแจกันดอกไม้ในร้านกาแฟจัดไว้น่ารักมาก คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ในแต่ละวันเนื่องจากจิตใจโฟกัสอยู่แต่ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อใช้กรรม จึงทำให้ไปโฟกัสแต่เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากกว่าและเฝ้าบอกตัวเองว่าคงมีสักวันที่กรรมหมดไป
  2. คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง และโลกใบนี้มันโหดร้าย จริงอยู่ที่มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่แสดงออกถึงความรุนแรง และโหดร้ายทารุณ หากแต่นั่นก็ไม่ใช่กลุ่มเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีคนจี้ปล้น เอามีดแทงคนอื่นให้ได้รับบาดเจ็บ ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งยินดีที่จะบริจาคเลือด อวัยวะของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตคนที่ตัวเองไม่รู้จัก การพยายามจดจ่อมองแต่เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นและเอาแต่พร่ำบ่นว่าโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง คนที่มองโลกตามความเป็นจริงคือคนที่มีความสามารถในการมองเห็นทั้งเรื่องที่ดีและแย่ในเวลาเดียวกัน คือมีความสามารถในการมองเห็นได้อย่างรอบด้าน และจะยิ่งดีกว่านั้นถ้าเมื่อคุณมองเห็นทั้งสองด้านแล้ว คุณสามารถปล่อยวางได้
  3. คุณรู้สึกว่าถ้ามีความสุขหรือมีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากเกินไป เรื่องราวแย่ ๆ จะตามมา ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดี ๆ เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ดีกว่าจะไม่ตามมา ไม่มีอะไรการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดีเกิดขึ้น จะทำให้เรื่องแย่ตามมา การคิดแบบนี้ทำให้เป็นทุกข์ล่วงหน้าและไม่สามารถซึมซับประสบการณ์ความสุขที่อยู่ตรงหน้าได้
  4. คุณรู้สึกปัญหาครอบครัวหรือปัญหาส่วนตัวของคนดังคือปัญหาของคุณ แม้ว่าคุณจะพรีเซ้นงานได้ดีมากในวันนี้ แม้ว่าคุณจะมีความสุขดีอยู่กับเพื่อน คนรักและครอบครัว แต่เมื่อเข้าถึงข่าวสารเมื่อไหร่ก็ได้รับรู้ว่าเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ ของดาราดัง คุณพร้อมที่จะหัวร้อนได้เสมอ คุณเป็นทุกข์ เป็นเดือดเป็นร้อน การอ่านข่าวว่าดาราดังหลอกลวงคนรักของเขา คนนั้นนอกใจคนนี้ คนนี้ว่าคนนั้น คุณพร้อมซึมซับความรู้สึกคุกรุ่นในเนื้อหาข่าวที่สื่อนำเสนอออกมาเสมอ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกเราเท่าวิธีที่เราเลือกมองเรื่องราวเหล่านั้น ในเมื่อเรามีสิทธิที่จะเลือกว่าจะสุขหรือจะทุกข์ด้วยตัวเอง ทำไมเราไม่เลือกที่จะมองโลกในมุมที่ทำให้จิตใจเราสุข สงบ เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วพบว่าตัวเองมีแนวคิดที่ป้องกันตัวเองจากการมีความสุข คุณก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้เสมอ เพราะการมองโลกในแง่ดี การมีความสุขในทุก ๆ วันเป็นทักษะที่สามารถสร้างได้

ข้อเสียของการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป

พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยพุ่งสูงมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยช่วงอายุผู้ใช้งานมีตั้งแต่วัยอนุบาลถึงวัยผู้สูงอายุซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวของคนที่ตัวเองเป็นเพื่อนหรือติดตาม ทุกคนในโลกออนไลน์ต่างแสดงตัวตนส่วนหนึ่งออกมาให้ผู้คนได้รับรู้และเป็นพยาน การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวและกิจกรรมส่วนตัวที่ทำในโลกออนไลน์ถือเป็นเรื่องปกติ ผู้คนมักจะแชร์กิจกรรมที่ตัวเองประทับใจ ของที่ตัวเองซื้อมา รีวิวสินค้าต่างๆมากมาย ทั้งเครื่องสำอาง โทรศัพท์ อุปกรณ์ไอที กล้องถ่ายรูป จนหลายครั้งกลายเป็นการแข่งขันกันในหมู่เพื่อน หากสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและการรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนอื่นในประชาชนไทยมีตัวเลขพุ่งสูงขนาดนี้ ปริมาณในการใช้สื่อสังคมออนไลน์จะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

  1. การเฝ้ามองคนในสื่อโซเชียลออนไลน์ บีบบังคับให้เราโฟกัสในสิ่งที่เราไม่มี ในกิจกรรมที่เราไม่ได้ทำ ในเสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่ ในปาร์ตี้ที่เราไม่ได้ไป มันเป็นการเฝ้ามองพฤติกรรมคนอื่นโดยนำมาซึ่งการเทียบเปรียบกับชีวิตตัวเองอย่างไม่รู้ตัว มันเป็นการโฟกัสในสิ่งที่เราขาด
  2. อาจจะตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะถือกำเนิดขึ้น หากใครคนใดคนหนึ่งต้องการกลั่นแกล้งคนอื่น จะต้องทำต่อหน้าหรือออกแรงเพื่อกระทำบางอย่าง แต่ด้วยการเข้าถึงซึ่งกันและกันได้ง่ายขึ้น การกลั่นแกล้งเลยทำได้ง่ายขึ้นและแผ่วงกว้างได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงแค่ยกมือถือขึ้นมาก็สามารถโพสข้อความเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่นได้ทันที หลายครั้งผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตพิมพ์ด่าไล่ให้คนที่มีความคิดเห็นต่างจากตัวเองไปตาย แคปหน้าจอไปประจานเพื่อความสะใจและความขบขัน หากผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งไม่มีภูมิคุ้นกันที่ดีอาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  3. เกิดความหวาดกลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน ประโยคยอดฮิตที่พูดกันอย่างติดปากคือ เดี๋ยวตามเค้าไม่ทัน เดี๋ยวคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ทำให้หลายคนกระหายในการใช้โซเชียลมีเดีย มีโทรศัพท์ไว้ในมืออยู่ตลอดเวลา ติดตามทุกประเด็นร้อนในสังคม โดยปราศจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะรู้เรื่องราวทั้งหมดนั้นไปทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
  4. แสงสีฟ้าที่ส่องสว่างออกจากหน้าจอโทรศัพท์ทำให้กระจกตาเสื่อมเร็วขึ้น มองเห็นได้ไม่ชัด โดยมีสถิติว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เนตส่วนใหญ่ยังใช้งานโทรศัพท์ก่อนนอนหลังจากที่ดับไฟในห้องแล้วซึ่งทำให้กระจกตาได้รับผลกระทบ ทั้งผู้เชี่ยวชาญเองออกมาบอกว่ายังไม่มีทางรักษากระจกตาเสื่อมที่เกิดจากแสงสีฟ้าได้
  5. เกิดความคาดหวังที่ไม่ยึดตามหลักความจริงทั้งในเรื่องของความสัมพันธ์และการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อเป็นสื่อโซเชียลทุกคนที่มีสิทธิเข้าถึงย้อมมีสิทธิในการคัดเลือกเรื่องราวที่ตัวเองอยากนำเสนอ ซึ่งมันคือมุมๆ หนึ่งเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหันด้านที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด น่าอิจฉาที่สุด หรือแม้กระทั่งน่าสงสารที่สุด น่าเห็นใจที่สุดออกสู่สังคมโซเชียลเสมอ ทั้งไม่ว่าจะค้นหาอะไรในอินเทอร์เน็ต ก็จะมีคนที่เก่งมากๆ เต็มไปหมด การใช้เวลาติดตามเรื่องราวเหล่านั้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและสม่ำเสมอ ทำให้เกิดภาพว่าเรื่องราวทุกอย่างจะต้องที่สุด จะต้องเยอะ จะต้องมากมาย

แม้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจะทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากขึ้น ทำให้รับรู้ข่าวสารได้ทันท่วงทีและสามารถติดต่อกับเพื่อน ครอบครัวและคนรักที่อยู่ห่างไกลกันได้ แต่ไม่ว่าสิ่งใดหากใช้ในแง่ของปริมาณที่มากเกินไปย่อมมีข้อเสียต่อผู้ใช้งานตามมาเสมอ การสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองและรู้เท่าทันข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวันย่อมดีกว่า

สิ่งที่ผู้หญิงต้องสร้างเองก่อนมีแฟน

เมื่อเราจะรับอะไรก็ตามเข้ามาในชีวิต เราต้องรู้เสมอว่าตัวเองมีความพร้อมในการรับสิ่งๆนั้นหรือคนๆนั้นเข้ามาในชีวิตแล้วหรือไม่ การสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเวลาที่เราต้องการค้นหาเส้นทางในแผนที่ เราต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใคร เราเดินทางด้วยพาหนะอะไร แล้วเราจะไปที่ไหน เราไปทำไม จึงจะสามารถเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายได้ การมีแฟนหรือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นในชีวิตก็เป็นเหมือนกัน โดยเราสามารถสำรวจตัวเองได้อย่างง่ายๆดังนี้

  1. คุณชอบร่างกายตัวเองไหม หลายๆคนเมื่อมองในกระจกก็เห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง อ้วนเกินไป ขาใหญ่เกินไป สิวเยอะเกินไป หน้ามันเกินไป ไม่สวยเหมือนคนอื่น ไม่น่ารักเหมือนคนอื่น จริงอยู่การที่เรามองเห็นตัวเอง เราจะต้องมองเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย หากแต่การมองเห็นแต่ข้อดีจะทำให้เราหลงตัวเองเกินไป การมองเห็นแต่ข้อเสียทำให้เราไม่มีความสุขในการเห็นตัวเอง ไม่รักตัวเองและเอาแต่เฝ้ามองผู้หญิงคนอื่นด้วยความอิจฉา และในบางครั้งหากเรารักใครเราอาจจะเผลอต้องการมัดใจเขาไว้ด้วยความสวยภายนอก ทำให้ต้องทำหน้าเพิ่ม ทำให้ต้องทำจมูกเพิ่ม ทำให้ต้องทำหน้าอกเพิ่ม ต้องทำหลายอย่างมาก หากทำไปเพราะความต้องการส่วนตัวและเหตุผลส่วนตัวของตัวเองจริงๆ อันนี้คือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่มีใครสามารถก้าวก่ายได้ แต่หากทำไปเพื่อต้องการมัดใจใครอีกคนให้รักเราตลอดไป พอรู้ตัวอีกที เราก็สูญเสียความเป็นตัวเองไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือความเป็นตัวเองอยู่เลย เมื่อเวลานั้นมาถึง เราอาจจะเสียใจที่สุดก็ได้
  2. คุณรักและให้เกียรติตัวเองไหม กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างแพร่หลายว่าให้รักตัวเอง ให้เคารพตัวเอง สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรก่อนที่เราจะตกลงเป็นแฟนกับใคร หากเราไม่รักตัวเองมากพอ เราจะไม่สังเกตเห็นเมื่ออีกคนในความสัมพันธ์พูดหรือทำบางอย่างที่บ่งบอกได้ทันทีว่านี่คือไม่รัก นี่คือไม่ให้เกียรติ หรือในบางคนหากรักตัวเองไม่มากพอ เมื่ออีกคนในความสัมพันธ์ทำร้ายเรา ไม่ว่าจะด้วยในเรื่องของ วาจาหรือการกระทำ เราจะยอมทั้งหมดหรือในบางกรณีบางคนไม่รักตัวเองถึงแม้กระทั่งว่าทำร้ายร่างกายตัวเองเพื่อฉุดรั้งให้อีกคนยังอยู่กับเราเหมือนเดิม หากเรารักตัวเองมากพอ เราจะสามารถเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเราแม้ว่าจะยังรักเขาอยู่ เราจะสามารถกลับมายืนด้วยขาของตัวเองได้อีกครั้งอย่างมีเกียรติในตัวเอง
  3. คุณค่าของเราอยู่ตรงไหน การเห็นว่าคุณค่าของตัวเองคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่นักจิตบำบัดจะแนะนำให้คุณค่าในตัวเองของเราคือ นามธรรม เช่น ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ จิตใจที่เอื้ออาทร หากสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าของเรา นับวันคุณค่าเหล่านี้จะยิ่งทรงคุณค่า นับวันจะยิ่งยกระดับจิตใจเราให้สูงขึ้นได้ หากคุณค่าเราอยู่ที่รูปธรรม เช่น ต้องหน้าไม่มีริ้วรอยถึงจะมีคุณค่าในตัวเอง เราจะเกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น เพราะยิ่งกาลเวลาผ่านไป เราแก่ตัวลง ริ้วรอยก็จะมากขึ้นจึงทำให้คุณค่าในตัวเราลดลง เกิดค่าใช้จ่ายความทุกข์และความกระวนกระวายที่ไม่จำเป็นตามมา
  4. เราสามารถสร้างคุณค่าในตัวเราด้วยตัวของเราเองได้หรือไม่ การคาดหวังว่าอีกคนที่เข้ามาในชีวิตเราจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น จะทำให้เรามีค่ามากขึ้นเป็นความคาดหวังที่สูงไปและเป็นความคาดหวังที่มีแต่จะทำร้ายตัวเอง คุณค่าในตัวเราคือคุณค่าที่เราสามรถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมีใครรักเราหรือไม่ ไม่ว่าใครจะคิดหรือพูดอย่างไรกับเราแต่คุณค่าในตัวเราจะยังคงอยู่ จะไม่มีใครมาพรากคุณค่าในตัวเราออกไปจากเราได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาคุณค่าของตัวเราไปผูกติดกับคนอื่น วันใดก็ตามที่เขาหายไปคุณค่าในตัวเราจะหายไปด้วย เพราะในทุกความสัมพันธ์มีวันหมดอายุ อย่างน้อยที่สุดเราก็ตายจากกัน
  5. เราต้องการสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ต้องขอบคุณนักเรียกร้องสิทธิหลายๆกลุ่มที่ทำให้ผู้หญิงมีความสามารถในการหาเลี้ยงดูตัวเอง มีสิทธิในการเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษา และโลกอินเทอร์เน็ตที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น ทำให้การประกอบอาชีพสำหรับผู้หญิงง่ายขึ้นและเรายังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราต้องการให้อีกคนซัพพอร์ตเราได้เรื่องของการเงิน เราจะขาดสภาวะคล่องตัวและไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำอะไรก็ต้องขออนุญาติก่อนเสมอ ความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ทั้งสองฝ่ายควรจะเท่าเทียมกันแปรเปลี่ยนการเป็นความสัมพันธ์แบบผู้คุมกับนักโทษ ที่ไม่ว่าอยากได้อะไร อยากซื้ออะไร อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องได้รับการอนุมัติจากอีกคนเสมอ ผู้หญิงหลายคนยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันไปมา ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ เพียงเพราะว่าไม่สามารถหางานทำได้ ไม่สามารถแยกตัวออกมาและเลี้ยงดูตัวเองได้ การแบมือขอเงินของคนอื่นโดยไม่คิดลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองคือการทำร้ายตัวเองในระยะยาว

สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดคือชุดความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง คือการมองโลกในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะสามารถนำไปปรับใช้และเหมาะสมกับตัวคุณและความสัมพันธ์ของคุณได้มากน้อยแค่ไหน มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ต้องทำอย่างไร เมื่อเพื่อนของเราเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์ 

ความรุนแรงในเด็กและผู้หญิงของสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ข่าวตามสื่อต่าง ๆ ที่รายงานว่าคนในครอบครัวทำร้ายกันเองทั้งร่างกายและจิตใจมีขึ้นมาให้เห็นบ่อยครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไปและหากว่าเรามีเพื่อนที่อยู่ในครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นการตบตี การข่มขืน การด่าทอ การพูดจาดูถูกเหยียดยาม เราเองก็ต้องการช่วยเพื่อน แต่โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราจึงไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่รู้วิธีการก่อนได้ นอกจากจะไม่สามารถช่วยเพื่อนได้แล้ว เราอาจจะเป็นตัวแปรในการทำให้ปัญหามันบานปลายมากขึ้นก็ได้ แม้ว่าเราจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่ด้วยความเห็นใจและจิตใจที่ไม่อยากเห็นเพื่อนโดนทำร้าย เราสามารถโอบอุ้มทางด้านจิตใจของเพื่อนเราได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทุกครั้งที่จะคุยกับเพื่อน เช่น หากจะคุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความไปหา ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่พูดคุยหรือพิมพ์หากัน คนที่ทำร้ายเพื่อนเราจะไม่มาเห็นหรือไม่มาได้ยินโดยบังเอิญ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เพื่อนเราอาจจะได้รับอันตรายหรือคำขู่ว่าไม่ให้มายุ่งกับเรา หรือคนที่ทำร้ายเพื่อนเราจะหาทางมาทำร้ายเราอีกทอดหนึ่ง
  2. ชี้ให้เห็น ว่าเรารับรู้ความรู้สึกของเพื่อนและเราห่วงใยเพื่อนของเรา ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคำพูดที่อ่อนโยนและไม่มีการตัดสินเพื่อนเราอยู่ในนั้นสามารถช่วยเพื่อนได้ โดยการพูดประโยคง่ายๆ แทนที่จะพูดว่า ก็ออกมาสิ ก็ทิ้งเขาสิ หย่าสิ เลิกกันสิ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การด่าเพื่อนว่าโง่ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งพูดยิ่งทำให้เพื่อนรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา อาจจะทำให้เขาไม่อยากมาพูดคุยปรึกษาเราอีกต่อไป แต่เราสามารถพูดได้ว่า เรารู้สึกแย่นะที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ เรารู้ว่ามันซับซ้อนนะ หรือเหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเราที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปนะ
  3. บอกให้เพื่อนรู้ว่าไม่ว่าเพื่อนจะตัดสินใจอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นหรือเลือกที่จะเดินออกมา เราก็เคารพการตัดสินใจของเพื่อนเสมอ เนื่องจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราเป็นเพียงแค่คนนอก แม้ว่าเราไม่อยากให้เพื่อนเราได้รับความเจ็บปวด แต่มุมมองของเราก็คือมุมมองจากคนนอก การแนะนำหรือเสนอวิธีแก้ไขปัญหาและเร่งเร้าให้เพื่อนของเราออกมาจากความสัมพันธ์นั้นไม่ช่วยอะไร เพราะเพื่อนของเราก็มีเหตุผลของเขาแต่เพียงเราต้องทำให้เพื่อนเรารู้ว่า ไม่ว่าเพื่อนเราจะตัดสินใจแบบไหน เราจะอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เพื่อนเราเสมอ
  4. อำนวยความสะดวกให้เพื่อน หากว่าเพื่อนต้องการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากเพื่อนของเราจะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเราสามารถอำนวยความสะดวกให้เพื่อนได้ เช่น ช่วยดูแลลูกของเพื่อนให้ ช่วยดูแลพ่อแม่ของเพื่อนให้ในช่วงเวลาที่เพื่อนไปเข้าพบผู้เชี่ยวชาญ หรือช่วยเพื่อนหาข้อมูลและนัดพบผู้เชี่ยวชาญให้ได้

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่ควรที่เราจะเข้าไปแทรกแซงโดยที่ไม่ได้รับอนุญาติจากเพื่อนของเราก่อน แม้ว่าเราจะทำไปด้วยความหวังดีแต่ต้องยอมรับว่าถึงจะรักและเป็นห่วงมากแค่ไหนการเข้าพบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และหากเราพบเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นโดยบังเอิญไม่ว่าจากที่ไหน เราสามารถโทรแจ้งได้ที่ 1300 ทันที

จะอยู่ในสังคมที่หลากหลายได้อย่างไรให้สุขกาย สบายใจ

Globalization หรือโลกาภิวัตน์ เริ่มยุคแรกคือยุคที่มนุษย์เริ่มเดินเรือสำรวจโลก เกิดการแลกเปลี่ยนสื่อสาร ชนชาติจีนเกิดการเรียนรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ชาวตะวันตกได้เรียนรู้ว่ามนุษย์ชาติพันธ์ไม่ได้มีแต่คนหัวเหลือง ผู้คนเริ่มเห็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม แนวคิด กาลเวลาผ่านไปจากที่ต้องเดินเรือเป็นเดือนๆ เพื่อให้คนชนชาติตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนกับคนชนชาติตะวันออกกลายเป็นการติดต่อสื่อสารข้ามทวีปได้เพียงปลายนิ้วและใช้เวลาน้อยกว่า 5 นาที ความหลากหลายในสังคมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ในเมื่อสิ่งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราจะสามารถอยู่กับมันได้อย่างไรให้เกิดประโยชน์และมีความสุขสูงสุด

  1. ยอมรับว่าชุดความคิดมีหลายชุด การที่คนมากกว่า 1 คนได้เกิดมาในครอบครัวที่ต่างกัน สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การเลี้ยงดูต่างกัน ประสบการณ์ในชีวิตที่เจอมาแตกต่างกัน ทำให้ชุดความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การมองโลกต่างกัน การที่เขาไม่ได้มีชุดความคิดเดียวกับเราไม่ได้ทำให้เขาเป็นคนเลวทราม การที่เราไม่ได้มีชุดความคิดแบบเดียวกับเขาไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ร้าย เพียงแต่หากเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ย่อมสามารถหาทางออกร่วมกันได้เสมอ การเดินทางจากหมอชิตไปอนุเสาวรีย์ชัยไม่ได้มีวิธีเดียวฉันใด การมองเหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้มีมุมมองเดียว ไม่ได้มีแนวคิดเดียวและชุดความคิดเดียวฉันนั้น ซึ่งเราไม่ได้มีหน้าที่ในการตัดสินแนวคิดและชุดความคิดที่แตกต่างจากเราว่าไม่ดี เลว ชั่ว ไม่มีประโยชน์ ในฐานะของคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การเคารพความแตกต่างของกันและกันในมิติต่างๆ ย่อมมีความสำคัญ
  2. นึกถึงข้อดีของความหลากหลายในสังคม การที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น การได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกันทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เราสามารถเลือกมองสิ่งต่างๆได้จากหลายมุมมองมากขึ้น ทำให้เป็นคนที่มองสถานการณ์ได้รอบด้านมากขึ้น
  3. หยุดทัศนคติแบบเหมารวม แขกไม่ได้ขายโรตีทุกคน คนจีนไม่ได้ขี้โวยวายทุกคน ผู้หญิงที่พัทยาไม่ได้ทำงานในบาร์ทุกคน ผู้หญิงนุ่นกระโปรงสั้นไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากผู้ชายทุกคน คนใส่แว่นไม่ได้เป็นเด็กเรียนทุกคน การตราหน้าคนอื่นเดียวการมองเขาเพียง 5 นาที ยังแต่จะทำให้เรามองโลกได้แคบลง ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เราควรปล่อยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาก่อน แล้วเรียนรู้ความเป็นกันและกันจากตรงนั้น

เมื่อเราต้องเจอความหลากหลายทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน และอื่นๆ การที่คนอื่นไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันกับเรา ไม่ได้มีแนวคิดในเรื่องเพศ และสภาวะทางเพศแบบเดียวกันกับเราไม่ได้ทำให้เขามีค่าของความเป็นคนน้อยกว่าเรา ไม่ว่าจะแตกต่างหรือไม่แตกต่างแต่เราก็ต้องเคารพในการมีอยู่ของเพื่อนร่วมโลก และสิทธิมนุษย์ชนของคนอื่นเสมอ เราไม่สามารถทำให้ความหลากหลายหายไปจากโลกใบนี้ได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้) แต่เราสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับความหลากหลายอย่างมีความสุขได้

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์

ในสังคมที่โลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบอยู่ในมือเราตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวของคนอื่นในโลกออนไลน์คือสิ่งที่หลาย ๆ คนเสพข้อมูลเข้าไปทุกวัน คนนั้นทำกิจกรรมนั้น คนนี้ทำกิจกรรมนี้ เลื่อนผ่านไทม์ไลน์เราไม่มีที่จบสิ้น การสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น การหันด้านใดด้านนึงให้คนในโลกโซเชียลได้เห็นดูเป็นเรื่องปกติที่ใครเค้าก็ทำกัน อีกทั้งมองไปทางไหนก็เป็นคนมีคู่ จับมือถือแขน ควงแขนกันไปกินข้าว ไปเที่ยวพักผ่อนสุดสัปดาห์ ผู้คนในรูปช่างดูมีความสุข ชวนฝัน ดูทุกคนช่างสุขล้ำ   ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าเราเองก็อยากมีประสบการณ์แบบนั้นบ้างเหมือนกัน กลายเป็นว่าแฟน คืออีกสิ่งที่จำเป็นต้องมี เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของใครหลาย ๆ คน พอมองไปที่พวกเขา แล้วมองกลับมาที่ตัวเอง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันหายไปจากชีวิต สื่อหลายที่ถึงขั้นเผยแพร่ข้อมูลว่า คนเราควรแต่งงานในช่วงอายุเท่าใดถึงจะเหล่าสม กลายเป็นชุดความคิด การเป็นข้อมูลที่บีบบังคับให้คนที่เสพสื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยรู้สึกว่าตัวเอง ต้องมีให้ได้ ต้องหาให้ได้ เวลาของเราใกล้จะหมดลงแล้ว เราต้องมีเหมือนคนอื่นชีวิตจึงจะสมบูรณ์ ต้องไปขอพรจากสถานที่ต่าง ๆ กลายเป็นความกระวนกระวายและความทุกข์ ที่เราไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำ ว่าความกระวนกระวายและความทุกข์เหล่านั้น จำเป็นสำหรับเราหรือไม่

การอยากมีแฟนหรือคนรักไม่ใช่เรื่องผิดบาป เพียงแต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความต้องการนั้น เป็นความต้องการของตัวเราจริง ๆ ดังนั้น คำถามต่อไปนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นคำถามที่ทำให้เรารู้จักตัวเองและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ก่อนที่จะทำความรู้จักอีกคนและความต้องการของอีกคน

  1. เราพร้อมไหม การเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับใครสักคนเราต้องถามตัวเองให้แน่ชัดว่าตัวของเราพร้อมหรือเปล่า การคบหาดูใจใช้ทั้งเวลา ความเอาใจใส่ การจัดการเวลา หากเราเรียนหรือทำงานยุ่งมากแล้วรับอีกคนเข้ามาใช้ชีวิต หากไม่เคียร์กันให้ดีกลายเป็นว่าเราไม่สามารถดูแลเค้าได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นว่าเราไม่สามารถให้เวลากับเค้าได้อย่างเพียงพอกลายเป็นปัญหาตามมาได้ เราเองสามารถจัดการตัวเองตรงนี้ได้ไหม
  2. เราตัดใจจากคนรักเก่าได้แล้วหรือยัง ในบางสถานการณ์บางคนอาจจะอยากได้ใครสักคนเข้ามาเพื่อให้ตัวเองสามารถลืมแฟนเก่าของตัวเองได้ อยากหาใครก็ได้เพื่อมาทำหน้าที่แทน เพื่อมาเป็นตัวแทน การกระทำแบบนี้หากอีกฝ่ายรู้ว่าเค้าเป็นได้แค่ตัวแทนเท่านั้น ยังแต่จะสร้างความเจ็บปวดและปัญหาที่ซับซ้อนไม่รู้จบ กลายเป็นว่าเราเองก็เจ็บมาแล้วก็ไปทำร้ายจิตใจของคนที่เข้ามาอีกต่อหนึ่ง
  3. เราต้องการอะไรจากความสัมพันธ์ การรู้จักความต้องการที่แท้จริงของตัวเองทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อจะรับอีกคนเข้ามาในชีวิต หากคุณต้องการความสัมพันธ์ที่จริงจัง เป็นคู่ชีวิต เป็นคนที่คอยเป็นกำลังใจและมอบสิ่งดีให้กัน หากแต่อีกคนต้องการแค่คนคุยสนุกฆ่าเวลา ความต้องการของทั้งสองฝ่ายย่อมไม่ตรงกัน เราจะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร
  4. ความต้องการมีคู่เป็นความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า คำถามข้อนี้สำคัญมาก เราต้องการสร้างความสัมพันธ์กับอีกคนจริง ๆ หรือเป็นความต้องการของพ่อแม่ ที่ต้องการให้เราเป็นฝั่งเป็นฝา เป็นความกดดันของสังคมที่เฝ้าถามเราไม่หยุดว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน หรือเป็นความต้องการที่ว่า เรามีความสุข เราประสบความสำเร็จแล้วและเราต้องการแบ่งปันความสุขนั้นกับใครอีกคน

เมื่อเราได้ค้นพบคำตอบเหล่านี้แล้ว มันจะทำให้เราได้รู้ตัวมากขึ้นว่าเราจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาหรือไม่ และไม่ทำให้ตัวเราไหลไปกับกระแสสังคมที่บางครั้งกระแสเหล่านั้นไม่ได้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในจิตใจของเรา หากพ่อแม่ต้องการให้เราแต่งงานเพียงเพราะคนข้างบ้านและเพื่อนวัยเดียวกันแต่งงานหมดแล้ว เราก็ต้องคุยกันต่อไป ปรับความเข้าใจกันต่อไปว่ามันไม่ใช่เป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิตของเรา ช่วงเวลาในชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคนอื่นมาเทียบกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเราได้ การตอบคำถามตัวเองให้ได้ อาจจะช่วยให้เราได้พบคำตอบที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจใด ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทำร้ายจิตใจตัวเอง การทำร้ายจิตใจคนที่เรารักและรักเราได้ในอนาคต

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

ว่ากันว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราพบปะเพื่อนฝูง เราอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว เราอยู่รวมกันในสังคม ระยะเวลาผ่านไปเกิดการพัฒนาของความสัมพันธ์โดยมีรูปแบบมากมาย โดยเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการ การอยู่รวมกันของมนุษย์ การได้เป็นที่รัก การได้เป็นที่ยอมรับของคนที่เรามีความสัมพันธ์อันดีด้วย แต่การมีความสัมพันธ์เหล่านั้นดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราจริงไหม

  1. ไม่มีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อใจเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะสามารถทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปรอดได้ หากต่างฝ่ายต่างคอยระแวงกันและกันตลอดเวลา ไม่อาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นำความสุขใจมาให้
  2. มุกตลกที่ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความสนุกสนาน จริงอยู่คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบเป็นมนุษย์ต้นแบบที่ไร้ที่ติ เราย่อมรู้ดีว่าข้อดีของตัวเองคืออะไร ข้อเสียของตัวเองคืออะไร เรามีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่การมีใครอีกคนอยู่เคียงข้าง คอยเอารูปร่างหน้าตาเรามาล้อเลียนเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น หรือเอาข้อเสียของเรามาพูดซ้ำ ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของเรา ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ทำให้ความภูมิใจในตัวเอง ( Self-esteem) ของอีกฝ่ายต่ำลง
  3. อีกฝ่ายเป็นผู้รับอย่างเดียว ไม่เคยทำอะไรเพื่อเราเลย ความสัมพันธ์อันดีก่อเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน แบ่งปันความสุขให้แก่กัน อยู่เคียงข้างซึ่งกันและกัน หากเราเป็นผู้ให้อยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับอะไรกลับคืนเป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนเรามีสัตว์เลี้ยงมากกว่าการมีคนรักคือ เราให้เค้าทุกอย่าง เราช่วยเหลือ ไปรับไปส่ง แต่เค้าไม่สามารถและไม่อยากทำแบบเดียวกัน การที่เราพยายามบอกเขาว่าเราต้องการอะไรในความสัมพันธ์เป็นเรื่องไม่มีประโยชน์เพราะอีกฝ่ายยังไงก็ไม่สนใจอยู่ดี
  4. มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของร่างกายและจิตใจ โดยพื้นฐานของมนุษย์ที่สุขภาพจิตดีและมีสติอยู่กับตัวเองครบถ้วน เราจะไม่ทำร้ายตัวเอง เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น และสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นร่างกายและจิตใจ หากในความสัมพันธ์เกิดการทำร้ายกันเกิดขึ้น เช่น แฟนของเราชอบพูดจาดูถูก ถากถางเราตลอดเวลา ชอบใส่ร้ายและว่าร้ายเรา เราคงต้องกลับมานั่งถามตัวเองแล้วว่า เราอยากจะมีมนุษย์คนนึงที่คอยตามเราไปทุกที่เพื่อพูดจาให้เราเจ็บช้ำน้ำใจตลอดเวลาไปทำไม คำถามไม่ใช่ว่า เขาทำร้ายเราทำไม คำถามคือ ทำไมเรายอมให้เขาทำร้ายเราซ้ำ ๆ เจ็บแต่ไม่จำ
  5. ใครคือคนผิด ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ต่างฝ่ายต่างพยายามหาคนผิด ต่างโยนความผิดกันไปมา การโต้เถียงดูเหมือนว่าจะไม่มีวันจบสิ้น หาทางออกให้กับปัญหาไม่เจอ เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าความผิดทั้งหมดเป็นของอีกคน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก ความสัมพันธ์แบบเพื่อน ลูกน้องกับเจ้านาย การหาคนผิดในเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อต่อว่าอีกฝ่ายให้หนำใจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด หากอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้นับวันยิ่งเหนื่อยล้าใจ

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาหากคนรักหรือคนที่มีความสัมพันธ์ด้วยเป็นมันคือสิ่งที่ไม่น่ารัก และมีเหตุผลร้อยล้านเหตุผลที่เรายังอยากอยู่กับคนรัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวคนนี้อยู่ เราต้องหันหน้าคุยกันว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้เราสามารถผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน

การป้องกันตัวเอง ให้ห่างไกลจากการเป็นโรคซึมเศร้า

การเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนการเป็นหวัด หากร่างกายหรือจิตใจไม่แข็งแรงโรคภัยย่อมมาเยืยนแน่นอน กรมสุขภาพจิตออกมาเปิดเผยว่าจำนวนผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี อัตราการฆ่าตัวตายก็พุ่งสูงขึ้น และเริ่มเกิดคำถามตามมาว่าเราสามารถป้องกันตัวเองจากการเป็นโรคนี้ได้หรือไม่ เหมือนกันการควบคุมปริมาณน้ำตาลที่บริโภคเข้าไปเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นโรคเบาหวาน โดยที่เราเองไม่สามารถป้องกันตัวเองจากโรคนี้ได้ 100 เปอร์เซ็น แต่เราสามารถเปลี่ยนวิธีรับมือกับความเครียดของตัวเองหรือป้องกันไม่ให้โรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่อาการหนักขึ้นได้

  1. หาวิธีการจัดการความเครียดที่เหมาะกับตัวเอง ความเครียดหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมอาจจะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า และโรคอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ โรคหัวใจ เป็นต้น ทักษะการจัดการความเครียดเป็นทักษะที่จำเป็นและสามารถพัฒนาได้
  2. สร้าง Self esteem หรือความภูมิใจในตัวเองหรือการเคารพตัวเองให้เพิ่มมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเปิดเผยว่า คนที่มีการเคารพตัวเองต่ำมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคทางจิตเวชมากกว่าคนที่มีการเคารพในตัวเองสูง หากคุณรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ตัวเองไม่เป็นที่รัก ตัวเองไม่มีศักยภาพมากพอที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จ หรือรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไปเท่าไหร่ก็ไม่มีวันดีพอ นี่คือสัญญาณว่าคุณมีการเคารพตัวเองต่ำ ซึ่งสามารถขอความช่วยเหลือและทางออกจากนักจิตบำบัด นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้ แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป แต่ความคิดเหล่านั้นไม่อาจทำให้เจ้าของความคิดมีความสุขกับตัวเองมากนัก
  3. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนส่งผลกระทบโดยตรงกับสารสื่อประสาทในสมอง การทำงานของอวัยวะในร่างกาย การฟื้นตัวของร่างกาย หากนอนไม่พอเป็นระยะเวลาหนึ่งร่างกายจะเกิดความเครียดสะสม เกิดความตึงเครียดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าหรือไบโพล่าได้ และหากเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ การพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้อาการของโรคหนักขึ้น โดยการนอนไม่พอก็สามารถก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย หากไม่สามารถนอนหลับให้สนิทได้ด้วยตัวเองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขหรือเอ็นโดฟินออกมา เนื่องจากอีกสาเหตุหนึ่งในการเป็นโรคซึมเศร้าคือสารสื่อประสาทคือสารเคมีในสมองเสียสมดุล การออกกำลังกายก็เป็นอีกวิธีง่าย ๆ ในการช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลดังกล่าวให้เป็นปกติได้ง่ายขึ้น
  5. สื่อที่เรารับเข้ามาในแต่ละวัน จะเห็นว่าสื่อหลาย ๆ สำนักพยายามเสนอข่าวโดยใช้อารมณ์ของผู้เสพสื่อเป็นหลัก ถ้อยคำที่ใช้ในการนำเสนอ เป็นถ้อยคำที่พยายามจะดึงอารมณ์ของคนรับสื่อออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อให้สุขที่สุด เศร้าที่สุด สลดใจที่สุด และสะเทือนใจที่สุด หากเราเสพสื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน สื่อที่เราเสพจะส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกเราเกิดเป็นอารมณ์ตกค้าง เกิดความเครียดโดยไม่จำเป็น ในที่นี้รวมถึงละครที่ดู หนังสือที่อ่าน และเพลงที่ฟังด้วย

การป้องกันตัวเองจากโรคซึมเศร้าเป็นการป้องกันขั้นพื้นฐานแม้ว่าจะทำตามขั้นตอนทุกอย่างก็ไม่ได้การันตีว่าเราจะไม่เป็นโรคนี้อีกเลยตลอดชีวิต เนื่องจากในหลาย ๆ ครั้งการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถป้องกันล่วงหน้าได้เช่น การเสียบุคคลที่รักโดยไม่ทันตั้งตัว หรือการเพิ่งผ่านเหตุการที่กระทบกระเทือนจริงใจอย่างร้ายแรง เช่น การถูกข่มขืน หากแต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นและเราไม่สามารถผ่านพ้นมันไปได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญจะสามารถทำให้เราก้าวผ่านได้ง่ายขึ้น

“เขื่อนแตก” มหันตภัยร้ายที่ไม่อาจมองข้ามได้ สาเหตุที่ทำให้เขื่อนแตกมีอะไรบ้าง

ในช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาวนั้น ทำให้มีฝนตกชุกและมีน้ำป่าไหลหลากเป็นจำนวนมาก ซึ่งในประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรน้ำ แต่ก็มีในบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่แห้งแล้งและต้องการน้ำเพื่อนำไปใช้ทางด้านเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้มีเขื่อนต่าง ๆ เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วม หรือมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากเกินไป และนอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวก็มีเขื่อนไว้ใช้ด้วยเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2561 ที่ผ่านมา มีข่าวจากประเทศสาธารณะรัฐประชาชนลาวรายงานว่า เขื่อนในประเทศลาวแตกทำให้มีน้ำไหลท่วมทะลักในหมู่บ้านของชาวบ้านหลายหลังคาเรือน และเกิดเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่มีผู้เสียหายและเสียชีวิตจำนวนหลายคน ซึ่งจากสถานการณ์ข่าวนี้ทำให้มีหลายประเทศยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เขื่อนแตกนั้นมีหลากหลายสาเหตุซึ่งแบ่งตามสาเหตุหลักได้ดังต่อไปนี้คือ

  1. น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาหลักที่ไม่ว่าในประเทศใดก็ตามย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะฤดูกาลของโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากโลกมีภาวะที่ร้อนขึ้น ทำให้อุณหภูมิของโลกนั้นไม่คงที่ ซึ่งทำให้เกิดภัยพิบัติได้บ่อยครั้งขึ้น
  2. ฝนตกทุกวันจนน้ำขึ้นสูงเกิดเป็นแรงดัน และเหตุผลนี้คือเหตุผลสำคัญของการเพิ่มระดับปริมาณน้ำฝนในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนแต่ละเขื่อน ซึ่งมีไม่เท่ากัน หากอีกฝั่งหนึ่งของเขื่อนนั้นมีน้ำที่มากกว่าอีกฝั่งค่อนข้างมากแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าทำให้เกิดแรงดันของฝายกั้นน้ำได้ และอาจเป็นสาเหตุให้เขื่อนกั้นน้ำแตกและทะลักออกมาอีกฝั่งได้
  3. แผ่นดินไหว ซึ่งสาเหตุนี้ไม่ใช่ว่าจะพบกันได้บ่อย เนื่องจากแผ่นดินไหวนั้นเกิดได้ในบางพื้นที่เท่านั้น จะเกิดในพื้นที่ที่เป็นรอยเชื่อมต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก หรือเกิดขึ้นในบริเวณที่มีภูเขาไฟ แต่ในบางครั้งแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวนั้นสามารถขยายอาณาเขตไปในวงกว้าง ทำให้เขื่อนที่มีการก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงหรือเขื่อนเก่า สามารถได้รับผลกระทบนั้นและทรุดตัวลงจนทำให้เขื่อนแตกได้เช่นกัน
  4. เขื่อนเก่าอยู่ในสภาพทรุดโทรมขาดการบำรุงรักษา เขื่อนบางเขื่อนนั้นไม่ได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล อาจจะเป็นเขื่อนที่มีขนาดเล็กของชาวบ้านทั่วไป ซึ่งทำให้ขาดการดูแลที่ทั่วถึง ย่อมทำให้เกิดความเสื่อมสภาพและเป็นสาเหตุที่ทำให้เขื่อนแตกได้ในที่สุด

ซึ่งสาเหตุดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้เขื่อนแตก และน้ำไหลทะลักมาท่วมบ้านเรือนและแหล่งทำมาหากินทางด้านการเกษตรกรรมบ่อยครั้ง ถึงแม้ว่าเขื่อนจะมีข้อดีอย่างมหาศาล แต่ก็มีความน่ากลัวอยู่บ้าง ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณริมเขื่อนนั้นควรช่วยกันสอดส่องดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับทางรัฐบาล ซึ่งหากเห็นความไม่ชอบมาพากลหรือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเขื่อนแล้วล่ะก็ ให้รีบแจ้งทางศูนย์หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำงานซ่อมแซมหรือดูแลเขื่อนจะดีที่สุด