มาร์ก มาร์เกซ หมดโอกาสชิงแชมป์โมโตจีพี หลังเพิ่งกลับมาเปิดสนาม

ดูเหมือนว่าโอกาสในการแข่งขันชิงแชมป์ของมาร์ก มาร์เกซ และทีม Repsol Honda ในการแข่งโมโตจีพี 2020 สนามแรก ที่ เซอร์กิโต เดอ เฆเรซ-อังเคล นีอัตโต้ ประเทศสเปน น่าจะจบลงหลังจากมาร์เกซประสบอุบัติเหตุหลังจากพยายามเร่งแซงคู่ต่อสู้ ส่งผลให้กระดูกแขนหักจนต้องเดินทางไปบาร์เซโลนาเพื่อทำการผ่าตัด

พลาดการป้องกันแชมป์โลก

มาร์เกซได้รับบาดเจ็บที่แขนขวาอย่างหนัก เป็นผลให้พลาดการป้องกันแชมป์โลกของเขา หลังจากออกตัวแล้วรถแหกโค้ง ทำให้ตกลำดับไปอยู่ที่ 14 แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ทำให้มาร์เกซเร่งเครื่องแซงนักบิดคนอื่น ๆ มาจนแตะอันดับที่ 3 ก่อนที่รถจะสะบัดจนทำให้เสียหลักไถลออกข้างทางอย่างรุนแรง

นอกจากแขนขวาแล้ว เขามีอาการบาดเจ็บที่กระบังลมฝั่งขวาจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของ MotoGP ได้ยืนยันว่า มาร์เกซไม่มีการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะหรือทรวงอก แต่เขาจะอยู่ภายใต้การดูแลเฝ้าสังเกตการณ์ เป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล Universitari Dexeus ในบาร์เซโลนา ของเช้าวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม และมีแผนดำเนินการรักษาโดย D.r Xavier Mir และทีมผู้ช่วยของเขาในวันอังคารที่ 21 กรกกฎาคม นอกจากทีมแพทย์ต้องทำการรักษามาร์ก มาร์เกซแล้ว ยังต้องทำการรักษา แคล ครัทโคลว์ (Cal Crutchlow) นักแข่งดาวเด่นอีกคนของทีมเรปโซล ฮอนด้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งเช่นเดียวกันอีกด้วย

หลังจากที่มาร์ก มาร์เกซได้เข้ารับการรักษาจากทีมแพทย์เป็นอย่างดีแล้ว เขาได้โพสข้อความในทวีตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า “ในบางครั้ง สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการลุกขึ้นและเดินหน้า ผมหวังว่าคุณจะสนุกกับการกลับมา! ตอนนี้ผมต้องผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกที่หักของผม ผมสัญญากับทุกคนว่าผมจะรีบกลับมาโดยเร็วและจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม”

นักแข่งอายุน้อยที่แฟนโทโตจีพีต่างจับตามอง

สำหรับมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งรถจักรยานยนต์ ที่ถูกขนานนามว่า แชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสไตล์การบิดที่โดดเด่น หนักหน่วงกว่านักแข่งคนอื่น ๆ รวมถึงทักษะและเทคนิคเฉพาะตัวต่าง ๆ อย่างเช่น การเบรกที่มักเกิดขึ้นกับล้อหลัง ไม่ว่ามาร์เกซจะอยู่ในจุดใดของสนาม เขาก็ยังดึงดูดสายตาของคนดูโดยรอบได้อยู่เสมอ จากความก้าวร้าว กล้าได้กล้าเสี่ยง ไม่หวาดหวั่นต่อคู่ต่อสู้ที่เบียดเข้าหาด้วยความเร็ว

นอกจากนี้การตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจในขณะที่อยู่ในสนาม มาร์เกซมักจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าตัวเขาและรถคู่ใจ Honda RC213V เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้อย่างลงตัว ทักษะการคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าของมาร์เกซ คืออีกหนึ่งความน่าทึ่งของเขา เพราะเขานั้นสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ จึงทำให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะแยกตัวออกจากแถวหรือเบียดตัวเข้าขวางคู่แข่ง

ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรมาร์ก มาร์เกซถึงเป็นที่ชื่นชมของแฟน ๆ เพราะนอกจากความสามารถในการแข่งรถที่โดดเด่นชัดเจนแล้ว เขายังมีความมุ่งมั่น แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังในชีวิตของใครหลาย ๆ คนได้อย่างดีเยี่ยม

มาร์เกซ ตระกูลแชมป์แห่ง MotoGP

ในที่สุดศึกสองล้อระดับโลกอย่าง MotoGP ก็ไม่ได้มีนักแข่งจากตระกูลมาร์เกซแค่คนเดียวอีกต่อไป เมื่อทีมเรปโซล ฮอนด้า ได้ทำการเปิดตัว อเล็กซ์ มาร์เกซ เป็นนักแข่งคนใหม่อย่างเป็นทางการ ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อทดแทนฮอร์เก้ ลอเรนโซ่ ที่อำลาวงการไปเมื่อปีที่แล้ว โดยนักบิดวัย 23 ปี เป็นน้องชายแท้ ๆ ของ มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก MotoGP คนปัจจุบัน โดยทั้งสองพี่น้องจะควบ RC213V ช่วยกันป้องกันแชมป์ให้กับทีม นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่จะได้แล่นอยู่ในสนามเดียวกันอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ที่ทั้งคู่เทิร์นโปรเป็นนักบิดอาชีพ

มาร์ค มาร์เกซ : อัจฉริยะนักบิด

มาร์เกซผู้พี่ คลุกคลีกับวงการรถแข่งสองล้อมาตั้งแต่เด็ก โดยเข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ครั้งแรกตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มาร์คเดบิวต์เป็นนักบิดอาชีพในรุ่น 125 cc เมื่อปี 2008 ด้วยวัยเพียง 15 ปี กับอีก 56 วัน และคว้าแชม์โลกรุ่นดังกล่าวในปี 2010 ก่อนที่ปีถัดมาเขาจะขยับขึ้นไปแข่งในรุ่น Moto2 และคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้งในปี 2012 เรียกได้ว่านักพนันที่ VWIN ได้รับเงินจากการเดิมพันตัวเขาแบบเต็มกระเป๋าเลยในช่วงนั้น

จนกระทั้งในปี 2013 มาร์คเข้าร่วมทีมเรปโซล ฮอนด้า เพื่อลงแข่งขัน MotoGP เพียงปีแรกเขาก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแข่งคนแรกที่คว้าแชมป์โลก MotoGP ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ลงทำการแข่งขัน แถมยังเป็นนักแข่งอายุน้อยสุดที่คว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ด้วยสถิติ 20 ปี กับอีก 266 วัน หลังจากนั้นเขาก็คว้าแชมป์โลกได้อีก 5 สมัย ในปี 2014, 2016, 2017, 2018 และ 2019

มาร์คได้รับการยกย่องให้เป็นอัจฉริยะนักบิด ด้วยสไตล์การขี่อันผาดโผน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโค้งศอกเช็ดพื้น, เบรคจนล้อหลังลอยจากแทร็ก, หรือแม้แต่การเข้าโค้งโดยเท้าหลุดจากตัวรถ ซึ่งช็อต มหัศจรรย์เหล่านี้นี่เองที่ส่งให้เขาก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลก 6 สมัยด้วยอายุน้อยที่สุด แม้บางครั้งจะลงเอยด้วยการไถลออกนอกแทร็กไปบ้างก็ตาม

อเล็กซ์ มาร์เกซ : นักบิดผู้ไม่ยอมแพ้

มาร์เกซผู้น้อง เริ่มต้นเส้นทางอาชีพนักบิดในรุ่น Moto3 เมื่อปี 2012 โดยปีแรกนี้เขาจบที่อันดับ 20 ทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับพี่ชายอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เขาก็ลุกขึ้นสู้ในปีถัดมา จนคว้าแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในปี 2014 ส่งให้เขาและมาร์ค กลายเป็นพี่น้องคู่แรกที่ครองแชมป์โลกในปีเดียวกัน

ในปี 2015 อเล็กซ์ก้าวขึ้นไปแข่งในรุ่น Moto2 สังกัดทีมคาแล็กซ์ โดยจบที่อันดับ 14 ก่อนจะพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อย ๆ ในปีต่อมา จนสามารถคว้าแชมป์โลก Moto2 ได้สำเร็จในปี 2019

การได้อเล็กซ์ มาร์เกซมาร่วมทีมถือเป็นโชค 2 ชั้นสำหรับเรปโซล ฮอนด้า เพราะนอกจากจะได้นักแข่งมากฝีมือแล้ว การมีทีมเมทเป็นคนคุ้นเคยจะช่วยให้มาร์ค มาร์เกซไม่ต้องปรับตัวมากในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะทั้งคู่เป็นพี่น้องที่สนิทกันอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเป้าหมายการป้องกันแชมป์อีกสมัยของเรปโซล ฮอนด้านั้นเอง

รู้จักกับ อากิระ นิชิโนะ โค้ชญี่ปุ่นคนแรกที่พาฟุตบอลทีมชาติไทยก้าวไกล

หากใครที่ติดตามวงการฟุตบอลทีมชาติไทยมาโดยตลอด คุณคงจะพอสังเกตได้ว่าทีมชาติไทยได้จ้างโค้ชต่างประเทศมาหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งจุดมุ่งหมายก็มีเพียงสิ่งเดียวคือการสร้างความเก่งกาจให้กับนักเตะลูกหนังทีมชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมัน บราซิล แต่ละชาติที่จ้างมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นชาติที่ขึ้นชื่อว่าเก่งเรื่องฟุตบอลด้วยกันทั้งสิ้น แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทีมชาติไทยเริ่มเปลี่ยนจากการเลือกโค้ชแถบประเทศตะวันตกเป็นโค้ชจากทวีปเอเชีย เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะว่า โค้ชเอเชียเข้าใจสรีระของนักเล่นฟุตบอลทีมชาติไทย พื้นความรู้และรูปแบบการครองเกมก็เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี รวมถึงโค้ชคนล่าสุด นิชิโนะ อากิระ ที่แม้จะครองตำแหน่งโค้ชมาไม่นาน แต่กลับดึงกระแสความสนใจจากคนรักบอลไทยเป็นอย่างยิ่ง

กว่าจะก้าวมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ อากิระ ผ่านอะไรมาบ้าง

นิชิโนะ เริ่มต้นบทบาทของการเป็นโค้ชด้วยการคุมทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นเยาวชน ซึ่งเขาก็สามารถพิสูจน์บทบาทการคุมทีมได้เป็นอย่างดี ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขามาจากการคุมทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ก็คือการเอาชนะทีมสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ สำหรับการชิงที่ 3 ของเกมส์การแข่งขันฟีฟ่า เวิลด์ ยูธ แชมเปียนชิพ 3 – 0 คว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันกลับมา แม้เขาจะสามารถทำหน้าที่โค้ชทีมเยาวชนญี่ปุ่นต่อไปได้ แต่นิชิโนะกลับเลือกที่จะคุมทีมชาติรุ่นใหญ่เพื่อเก็บประสบการณ์ จนกลับมาคุมทีมเยาวชนอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสามารถพาทีมเยาวชนญี่ปุ่นเอาชนะบราซิลไป 1 – 0 ชื่อของเขาถูกจารึกในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลญี่ปุ่น จากนั้นเขากลับเปลี่ยนเส้นทางไปคุมทีมสโมสรในญี่ปุ่นแทน ต่อมาชีวิตโค้ชของเขาก็ได้พาเขากลับมาคุมทีมชาติญี่ปุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาพาญี่ปุ่นเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ของฟุตบอลโลก 2018 และล่าสุด เขาได้เซ็นสัญญากับทีมชาติไทยโดยคุมทั้งทีมชาติชุดใหญ่และทีมชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี

สร้างผลงานเลื่องชื่อไทยเอาชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ครั้งแรกในรอบ 15 ปี

จากผลงานล่าสุดที่ทีมชาติไทยเอาชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ 2 – 1 จนเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม จี จากการคัดเลือก 16 ทีมสุดท้ายเข้าสู่บอลโลก 2022 ความน่าทึ่งของสถิตินี้คือเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปีที่ไทยเราเอาชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โดยครั้งล่าสุดนั้นเกิดในปี 2004 เรียกได้ว่า จากผลงานครั้งนี้เองที่ทำให้แฟนบอลหลาย ๆ คนชื่นชม

ต้องบอกเลยว่าเส้นทางของโค้ชผู้นี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และที่สำคัญผลงานของความสำเร็จล้วนแล้วแต่มาจากความพยายาม มุ่งมั่นและเอาใจใส่ทั้งสิ้น เราในฐานะแฟนบอลทีมชาติไทยที่อยากลุ้นให้บอลไทยไปไกลถึงบอลโลกก็คงได้แต่เอาใจช่วยว่านิชิโนะ อากิระจะทำได้สำเร็จในครั้งนี้

คิปโชเก้ ชายผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดการวิ่งของมนุษย์ได้

หากเอ่ยถึงข่าวคราวในวงการการวิ่งที่โด่งดังในรอบสัปดาห์มากที่สุด คงหนีไม่พ้นข่าวของชายผู้หนึ่ง ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ไปได้อย่างน่าทึ่ง กับการวิ่งมาราธอนทำลายสถิติโลก แน่นอนว่าจากสิ่งที่เขาทำในวันนั้น ส่งผลให้ชื่อของเขาถูกจารึกในวันนี้ แม้ว่าสถิตินี้ไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่สถิติจะได้รับการบันทึกในใจของมวลมนุษยชาติแน่นอน

คิปโชเก้ กับการวิ่งมาราธอนรายการพิเศษ

สำหรับรายการวิ่งที่ทำให้คิปโชเก้ได้รับการรู้จักและยกนิ้วให้กับ “ความอึด” อันดับหนึ่งของโลกก็คือรายการวิ่งมาราธอนพิเศษที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมานี้ เขาคือคนแรกที่สามารถวิ่งในระยะทางมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 59 นาที 40.2 วินาที การจัดวิ่งมาราธอนครั้งนี้จัดที่สวนสาธารณะเพรเตอร์ปาร์ค ในรายการนี้มีนักวิ่งเข้าร่วมมากถึง 41 คน

รู้จักกับคิปโชเก้ให้มากขึ้น

อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว คุณคงสงสัยใช่หรือไม่ ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครมาจากไหน เพราะอะไรจึงมีความอึดและปอดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก คิปโชเก้เป็นชาวเคนยา ซึ่งเราเองต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สรีระและร่างกายของนักวิ่งแถบประเทศแอฟริกาเป็นสรีระที่เอื้ออำนวยให้วิ่งเร็ว มีมัดกล้ามเนื้อที่ไม่มากเหมือนนักวิ่งยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงขาเองก็ยาวจนการก้าวแต่ละครั้งไกลและได้เปรียบนักวิ่งจากทวีปเอเชีย นอกจากสรีระจะได้เปรียบนักวิ่งจากทั่วโลกแล้ว ประเทศเคนยาก็ยังเป็นประเทศที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกมากนัก ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ต้องใช้การเดินเป็นหลักนับแต่เล็กจนโต จึงอาจกล่าวได้ว่า “ประสบการณ์” หล่อหลอมให้แข็งแกร่งก็คงไม่ผิดนัก

รู้จักกับการวิ่งมาราธอน

สำหรับการวิ่งมาราธอนคือการวิ่งแข่งขันในระยะยาว ส่วนใหญ่จะมีการวิ่งบนถนน หรืออาจจะวนรอบสนามกีฬา สวนสาธารณะตามแต่ผู้จัดการวิ่งสะดวก การแข่งขันวิ่งมาราธอนมีระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ประวัติการวิ่งมาราธอนมาจากทหารชาวกรีกวิ่งเพื่อการรบจากเมืองมาราธอน ไปยังเมืองเอเธนส์ ซึ่งด้วยชื่อของเมืองอันเป็นจุดเริ่มต้นนี้เอง ที่ทำให้ “มาราธอน” เป็นชื่อเรียกขานการวิ่งระยะยาว

การวิ่งมาราธอน ต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ด้านเพื่อมุ่งไปจุดหมาย นอกจากสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ทั้งการหายใจ และกล้ามเนื้อ การวิ่งมาราธอนคือการต่อสู้ของจิตใจอย่างแท้จริง คือการต่อสู้กับความทรมานของร่างกาย ยามที่ร่างกายก้าวขาไม่ออก ยามที่หายใจแทบไม่ทัน แต่หากวิ่งได้สำเร็จจะรู้สึกภาคภูมิใจมาก ซึ่งปัจจุบันการจัดงานวิ่งมาราธอนก็มีหลายงานในประเทศไทย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง มาฝึกวิ่งตั้งแต่วันนี้จะดีกว่าไหม นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้ของแถมเป็นความภาคภูมิใจ ไม่แน่ว่าคนทำลายสถิติโลกคนต่อไปอาจเป็นคุณก็ได้

ธนัชชา สุขสด สาวนักตบลูกยางไทยที่ไปไกลถึงแดนปลาดิบ

ต้องบอกเลยว่ากระแสกีฬาของประเทศไทยกำลังมาแรง นอกจากฟุตบอลไทยแล้วยังมีกีฬาวอลเลย์บอลอีกหนึ่งชนิดกีฬา ที่มีแฟน ๆ ตามเอาใจช่วยอยู่ แน่นอนว่าแม้ในอดีตวอลเลย์บอลไทยอาจไม่โด่งดังสักเท่าไรนัก แต่ปัจจุบันวอลเลย์บอลไทยก็ไม่น้อยหน้าใคร ซึ่งวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับธนัชชา สุขสด สาวนักตบลูกยางของไทย ที่ไปไกลถึงแดนปลาดิบ เธอเป็นใคร มาจากไหน และอะไรที่ทำให้เธอไปไกลถึงญี่ปุ่นได้ มาดูไปพร้อม ๆ กัน

ธนัชชา สุขสดกับเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ธนัชชา สุขสด เป็นลูกสาวของคุณครูสอนพลศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะฉายแววนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก เธอเริ่มต้นเล่นวอลเลย์บอลที่จังหวัดชุมพร เมื่ออายุ 9 -10 ปี เธอย้ายตามแม่มาเรียนต่อที่โรงเรียนวัดแจ้งร้อน กรุงเทพมหานคร  ที่โรงเรียนแห่งนี้ เธอเริ่มต้นเรียนวอลเลย์บอลอย่างจริงจัง ทั้งการฝึกที่โรงเรียนอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ ฝึกทักษะวอลเลย์บอลอย่างไม่ย่อท้อ นอกจากนี้เธอยังกลับมากระโดดเชือกที่บ้านทุกวัน วันละ 1,000 ครั้ง หลังจากนั้น เธอจึงเข้าศึกษาต่อที่สตรีนนทบุรี เพื่อความก้าวไกลไปยังการเป็นนักวอลเลย์บอลมืออาชีพ โดยเธอก็ทำสำเร็จ เพราะได้ติดหนึ่งในผู้เก็บตัวของทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี แม้มองเผิน ๆ จะดูว่าเส้นทางการเป็นนักวอลเลย์บอลของเธอช่างง่ายแสนง่าย จนดูราวกับโปรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อุปสรรคก็เข้ามาในชีวิตของเธอจนได้ เพราะช่วงที่เธอเก็บตัว เธอได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดจนข้อเท้าพลิก ทำให้เธอต้องพักฟื้นนานร่วมปี และไม่ได้เล่นวอลเลย์บอลอีกร่วมปี เธอกลับไปเรียนที่ชุมพร พักฟื้นทั้งร่างกายและจิตใจ จนในที่สุดปี 2018 เธอตัดสินใจเดินตามความฝันอีกครั้ง และก็ทำสำเร็จด้วยการเป็นกัปตันทีมรายการ U19 ชิงแชมป์เอเชีย

จากวอลเลย์บอลไทย ไปไกลถึงญี่ปุ่น

จากผลงานที่ผ่านมาอันโดดเด่นของเธอ ทำให้เมื่อ 23 ส.ค. 62 ทีมวอลเลย์บอล Generali Supreme VC ซึ่งเป็นทีมวอลเลย์บอลชื่อเสียงโด่งดังของประเทศไทย ได้ตัดสินใจปล่อยตัวธนัชชา สุขสด ซึ่งเป็นนักตบวอลเลย์บอลทีมชาติไทยชุด U – 29 ให้ไปร่วมทัพกับทีม PFU BlueCats ทีมใน V Premier League Division 1 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโค้ชของทีม PFU BlueCats ได้ดูฝีมือการเล่นธนัชชา สุขสด แล้วตัดสินใจอยากให้เธอไปฝึกซ้อมกับทีม แม้จะเป็นเวลา 15 วันแต่ก็เป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยเป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าเส้นทางการเป็นนักวอลเลย์บอลของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เธอจะเติบโตจากครอบครัวคุณครูสอนพลศึกษา ได้รับการฝึกซ้อมมาตั้งแต่เด็กก็ตาม แต่ชีวิตของมนุษย์ต้องมีอุปสรรคมาทดสอบเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น เธอบาดเจ็บจนไม่ได้เข้าสนามวอลเลย์บอลร่วมปี หากเป็นคนอื่นอาจจะท้อแท้และออกจากวงการนี้ไป แต่ธนัชชา สุขสด กลับไม่ย่อท้อ ตัดสินใจกลับเข้าวงการวอลเลย์บอลใหม่ และประสบความสำเร็จในที่สุด

นิติพงษ์ เสลานนท์ หนุ่มนักเตะที่หลาย ๆ คนจับตามอง

ต้องบอกกันก่อนเลยว่า ทีมชาติไทยภายใต้การนำของโค้ชนิชิโนะ อากิระ เป็นทีมชาติไทยที่แฟนบอลภาคภูมิใจอย่างมาก นอกจากความเก่งกาจจนหลาย ๆ คนยกนิ้วให้แล้ว นักบอลทุกคนเองยังมีทั้งทักษะทางการเล่นบอลที่ไม่ว่าใครได้ชมต่างก็รู้สึกชื่นชอบนั่นเอง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในนักเตะที่มีบทบาทในการทำประตูของเกมทีมชาติไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ก็คือหนุ่มนักเตะแข้งทอง นิติพงษ์ เสลานนท์

หนุ่มนักเตะที่ยึดตำแหน่งแบ็คขวาอย่างคงเส้นคงวา

หากใครที่ติดตามวงการฟุตบอลไทย คงจะรู้จักกับนิติพงษ์ เสลานนท์ ในฐานะของแบ็คขวาของทีมสระบุรี เอฟซี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และการท่าเรือ ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาของเขา ทำให้แฟนบอลรู้จักกับเขาเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลาย ๆ คนต่างรู้คือนิติพงษ์มักถูกมองข้ามให้ลงทีมชาติไทย ซึ่งที่เขาถูกมองข้ามนั้นเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมา ชั่วโมงบินของเขายังน้อยอยู่บวกกับนักเตะตำแหน่งแบ็คขวานั้นมีหลายตัวเลือก หรือหากจะพูดอีกทีอาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาของนิติพงษ์ก็ได้ แต่ถึงแม้จะยังไม่ใช่วันของเขา แต่นิติพงษ์เองก็ยังตั้งอกตั้งใจเดินทางในเส้นทางสายฟุตบอล ด้วยความรักในอาชีพของตนเอง และรอว่าสักวันหนึ่ง จะมีคนที่ไม่มองข้ามความเก่งของเขาไป

การมาถึงของนิชิโนะ อากิระ

ด้วยผลงานของเขาที่โดดเด่นกับการเล่นให้กับสโมสรการท่าเรือ ทำให้แฟนบอลเริ่มจับตามอง และมีกระแสเรียกร้อง ต้องการให้นิติพงษ์ ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ วันเวลาที่เขารอคอยมาถึงในที่สุด เพราะการมาถึงของนิชิโนะ อากิระ นั่นเอง นิติพงษ์ ถูกคัดชื่อเข้ามาติดทีมชาติไทยชุดคัดเลือกฟุตบอลโลก ในโซนเอเชีย ซึ่งสองเกมแรก นิติพงษ์ยังไม่ได้ลงสนาม แต่ในเกมที่ไทยเล่นกับคองโก นิติพงษ์ก็ได้เล่นจนจบเกมเลยทีเดียว แม้ว่าเกมที่เขาได้ลงเล่นจะเป็นแค่เพียงเกมอุ่นเครื่อง แต่เขาก็พยายามทำอย่างเต็มที่ โดยเขาสามารถเปิดบอลได้หลายครั้ง และในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสในเกมที่ไทยเจอกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ที่นิชิโนะ อากิระตัดสินใจเลือกนิติพงษ์เป็นแบ็คขวา ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยในนาทีที่ 51 เขาเองได้เปิดบอลจากฝั่งขวา ให้เอกนิษฐ์ ปัญญา ยิงเข้าประตู ทำให้ไทยเป็นฝ่ายชนะ

จะเห็นได้ว่าโอกาส ไม่ได้มาถึงง่าย ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการอดทนรอคอยจนกว่าจะถึงวันที่ใฝ่ฝัน ในวัย 26 ปีของนิติพงษ์ หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าเขาหมดโอกาสที่จะโด่งดังในทีมชาติไทยชุดใหญ่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เอาคำสบประมาทมาเป็นอุปสรรคให้ฟอร์มการเล่นตกลงไป ตรงกันข้าม เขายังทุ่มเททำสิ่งที่เขารัก จนวันนี้เขามาถึงจุดที่ตัวเองใฝ่ฝัน

ดาวรุ่งของนักเตะทีมชาติไทย…เอกนิษฐ์ ปัญญา

หากใครที่ติดตามข่าวสารวงการกีฬาคงจะเห็นกันแล้วว่า ทีมชาติไทยโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นจากเกมแข่งขันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ โดยสามารถเอาชนะทีมชั้นนำของเอเชียได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสำเร็จของทีมชาติไทยนี้ นอกจากจะเป็นเพราะฝีมือการคุมทีมของนิชิโนะแล้ว ยังมาจากฝีมือของดาวรุ่งทีมชาติไทยอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญานั่นเอง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร มาจากไหน หลาย ๆ คนคงจะเริ่มสงสัยกันแล้วใช่หรือไม่ วันนี้เรามาดูไปพร้อม ๆ กัน

จากเด็กหนุ่มจังหวัดเชียงราย มาเป็นนักเตะทีมชาติไทย

ใครจะรู้เลยว่า เอกนิษฐ์ ปัญญา ดาวเด่นจากเกมของทีมชาติไทยพบกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์นั้นมีบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงราย เขาเติบโตมาในจังหวัดเล็ก ๆ เหนือสุดของประเทศ พ่อแม่ทำอาชีพร้านก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นรายได้หลักของทางบ้าน ซึ่งตัวเขาเอง นอกจากจะช่วยที่บ้านแล้ว ก็ยังใช้ฟุตบอลเป็นงานอดิเรก เป็นเพื่อนแก้เหงา และเป็นแรงบันดาลใจ เขาสามารถเข้าเรียนที่โรงเรียน อบจ. เชียงรายได้ก็เพราะว่าใช้โควตานักฟุตบอลนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็พยายามพัฒนาฝีมือเพื่อให้เข้าไปเล่นในทีมสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งในที่สุดก็ทำสำเร็จและสามารถเป็นหนึ่งในรุ่น U – 14 ได้ ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามีความมุ่งมั่นก็คืออันเดรส อิเนียสต้านั่นเอง

ความสามารถของเขามากเกินวัย เพราะเขาสามารถเข้าสู่ทีมของจังหวัดเชียงรายด้วยวัยเพียง 15 ปี และเขายังเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่สามารถสร้างสถิติใหม่ในการยิงประตูของไทยลีกได้อีกด้วย ซึ่งในตอนนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี 11 เดือน เป็นเกมการเล่นระหว่างเชียงรายกับเอสซี เมืองทองในปี 2015

ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ในวัย 19 ปี

ด้วยผลงานอันโดดเด่นและน่าสนใจของเขา ทำให้โค้ชอย่างนิชิโนะ อากิระเล็งเห็นถึงศักยภาพ และทำให้เขาได้เข้ามาอยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ด้วยอายุ 19 ปี แรกทีเดียว หลายคนมองว่าโค้ชต้องการให้เขามาเก็บประสบการณ์แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าดาวรุ่งอย่างเอกนิษฐ์กลับมีชื่อติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ และในนัดที่ชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตต์ เขาก็เป็นคนสำคัญที่ทำประตูให้กับทีมชาติไทยและคว้าชัยชนะมาสู่ประเทศไทยได้ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเป็นคนยิงประตูในทีมชาติชุดใหญ่ได้ หลังจากจบเกมนี้ก็ทำให้แฟนบอลไทย กล่าวขานถึงชื่อของเขาและยกนิ้วให้กับฝีมือที่เกินอายุ

ด้วยอายุที่ไม่มาก บวกกับฝีเท้าที่สามารถไปได้ไกล พร้อมกับความมุ่งมั่นของเอกนิษฐ์ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้เขาจะเป็นดาวเด่นของทีมชาติ และจะเป็นหนึ่งในนักเตะตัวหลักของทีมชาติไทยอย่างแน่นอน ซึ่งเราเองในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ให้กำลังใจหนุ่มนักเตะคนนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการตามเชียร์ทุกนัดของเขานั่นเอง

ซาดิโอ มาเน่ คนหัวร้อน 2019!!

ไม่บ่อยนักที่แฟนบอลทั่วโลกจะได้เห็นนักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์ออกอาการวีนแตกใส่เพื่อนร่วมทีมในระหว่างเกมการแข่งขัน เหมือนกรณีของ ซาดิโอ มาเน่ ที่ระเบิดอารมณ์ถึงเพื่อนร่วมทีมอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในเกมที่ลิเวอร์พูลบุกไปถล่มเบิร์นลีย์ถึงถิ่นเทิร์ฟมัวร์ 3-0 จนแย่งซีนเหนือชัยชนะของทีมไปจนหมด

                ต้นเหตุความหัวร้อนของนักเตะเซเนกัลมาจากการเล่นของซาลาห์ที่หวงบอลไว้เล่นเอง ทั้งที่ควรจะจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูถึงสองครั้งสองครา ครั้งแรกซาลาห์เลี้ยงจี้เข้าหากรอบเขตโทษเบิร์นลีย์ก่อนจะยิงเบาหวิวไปตรงตัวผู้รักษาประตู ทั้งที่สองเพื่อนร่วมทีมอย่างมาเน่ และโรแบร์โต ฟิร์เมียโน่ อยู่ในตำแหน่งที่มีโอกาสทำประตูได้ดีกว่า และอีกครั้งในจังหวะที่ซาลาห์ได้บอลในเขตโทษ ทั้งที่เห็นว่ามาเน่ยืนโล่งไร้ตัวประกบ ปีกชาวอียิปต์กลับเลือกที่จะล็อกหลบคู่แข่งเพื่อหาโอกาสยิงเอง ก่อนจะถูกกองหลังเจ้าถิ่นสกัดบอลออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้นทำประตู หลังจากนั้นไม่กี่นาทีมาเน่ก็เป็นฝ่ายถูกเปลี่ยนตัวออก ส่งผลให้อารมณ์ที่ยังครุกรุ่นระเบิดออกมาทันทีที่ถึงซุ้มม้านั่งสำรอง ร้อนถึงเจมส์ มิลเนอร์ ต้องเข้ามาดึงอารมณ์รุ่นน้องให้เย็นลง

                ปกติแล้วปีกชาวเซเนกัลจะเป็นคนที่ใจเย็น เงียบขรึม แถมยังเคร่งศาสนา การระเบิดอารมณ์ออกมาใส่สต๊าฟโค้ชบนซุ้มม้านั่งสำรอง ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกีฬาอย่าง VWIN จึงมองว่าไม่ใช่พฤติกรรมปกติของเจ้าตัว สร้างความตกใจในหมู่ทีมงาน เพื่อนนักเตะ และแฟนบอลเป็นอย่างมาก ซึ่งเข้าใจได้ว่านั้นเพราะความุ่นมั่นที่มีต่อเกม ซึ่งผลประตูได้เสียก็มีผลต่อการลุ้นแชมป์ในปีนี้ด้วย แถมระยะหลังมานี้ตัวมาเน่มักจะถูกเปลี่ยนตัวออกอยู่เสมอ แม้แต่ในเกมนี้ที่เขาเล่นดีและยิงประตูให้ทีมได้ ต่างจากคู่กรณีที่บ่อยครั้งมักจะเล่นแบบเห็นแก่ตัว แต่ก็ยังได้รับโอกาสให้อยู่ในสนามจนจบเกม

                แม้แต่เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมเองก็ยังอดแปลกใจต่อการการกระทำของมาเน่ไม่ได้ แต่ก็ยังแสดงความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกทีม และคิดว่าทุกอย่างจะคลี่คลายเมื่อเรียกทั้งคู่มาปรับความเข้าใจกันในห้องแต่งตัว นอกจากนั้นกุนซือชาวเยอรมันยังมองว่านี่ถือเป็นเรื่องดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเหล่านักเตะที่ต้องการคว้าแชมป์ลีกให้ได้ หลังจากผิดหวังมาจากปีก่อน

                การเรียกทั้งคู่มาเคลียร์ใจหลังเกมน่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย และไม่ส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของทีมลิเวอร์พูลที่เปิดฉากฤดูกาลใหม่อย่างสวยหรู เก็บได้ 12 แต้มเต็มจาก 4 นัด ครองตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในขณะนี้ แถมยังอาจช่วยปรับปรุงวิธีการเล่นของซาลาห์ให้หันมาเล่นเพื่อทีมมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งยกระดับความน่ากลัวให้กับเกมบุกของทีมหงส์แดงขึ้นไปอีกด้วย

Manchester United มีโอกาสคว้า Fernandes มาครองได้สูง หลังจาก Spurs ขอถอนตัวไปแล้ว

Manchester United พบว่าโอกาสเซ็นสัญญากับ Borges Fernandes ตำแหน่ง Midfielder แห่ง Sporting Lisbon เข้ามาเสริมกำลังทัพสูงขึ้น โดยหลังจากที่ Tottenham Hotspur ที่ถอนตัวออกจากการคว้าแข้งรายนี้แล้ว ทาง Daily Mail สื่อชื่อดัง ได้รายงานว่า มีทีมจากอังกฤษหลายทีม ที่ต้องการ Borges Fernandes ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ โดยทางต้นสังกัดเอง ก็ตั้งเป้าเรียกร้องค่าตัว 50 ล้านปอนด์ จึงทำให้ทาง Spurs ถอดใจล้มเลิกความตั้งใจนักแตะรายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Manchester United พร้อมทุ่มเงินเพื่อนักแตะที่หมายตา

หาแต่ในขณะเดียวกันทีมอื่น ๆ อย่าง Liver Pool ก็ไม่มีประสงค์ที่จะเสริมผู้เล่นในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Manchester United มีโอกาสสูงมาก ที่จะสามารถดึงตัว Midfielder วัย 24 ปีรายนี้ไปร่วมทีมได้เป็นผลสำเร็จ ตรงตามความตั้งใจของกุนซือ Ole Gunnar Solskjaer ซึ่งต้องการกองกลางตัวใหม่จำนวน 2 คน โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายรับ 1 คน และฝ่ายสร้างสรรค์เกมให้มีความน่าสนใจ แพรวพราวอีก 1 คน

สำหรับ Manchester United นั้น ก็ยังให้ความสนใจ ในตัวผู้เล่นแดนกลางคนอื่น ๆ อีกหลายคน เช่น Sean Longstaff แห่ง Newcastle United อยู่ด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณากันต่อไป

Manchester United มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม Sean Longstaff สามารถคว้ามาได้ด้วย 25 ล้านปอนด์

โดย Manchester United มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอค่าตัวจำนวน 25 ล้านปอนด์ เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอ ซึ่งสามารถทำให้ Newcastle United ยอมปล่อยตัว Sean Longstaff  นักแตะหนุ่มวัย 21 ออกมาในช่วงซัมเมอร์นี้

สำนักข่าว Mirror กล่าวว่า กำลังเร่งไล่ล่าผู้เล่นคนใหม่รายที่ 2 ต่อจาก Daniel James ที่พึ่งซื้อมาจาก Swan City โดยพุ่งเป้าไปยัง Sean Longstaff  ซึ่งผู้จัดการทีมชื่อดังอย่าง Ole Gunnar Solskjaer เชื่อว่านี่คือนักเตะ ในแบบที่เขาต้องการเพื่อนำมาสร้างทีมในฝัน โดยขณะที่ทางสโมสรก็มั่นใจมาก ว่าเงินจำนวน 25 ล้านปอนด์ จะมากพอ ที่จะทำให้เกิดการตกลงขึ้นมาได้ ทั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

ทั้งนี้แข้งวัย 21 ปีผู้นี้ สร้างผลงานเรื่อย ๆ จากการลงสนามเป็นตัวจริงถึง 11 เกมให้กับ Newcastle United ก่อนที่จะพบเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เขาต้องจำใจปิดฉากฤดูกาลลงเร็วกว่าคนอื่น ๆ แต่เนื่องจากที่เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพสูงและมีอายุน้อย สามารถพัฒนากลายไปเป็นนักเตะระดับดาวรุ่งของวงการได้ไม่ยาก จึงทำให้เป็นที่ต้องการสูง โดยสาเหตุที่ Man U ต้องออกล่าตัวนักเตะจำนวนมากเช่นนี้ เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมขึ้นมาใหม่ โดยจะเน้นไปที่ผู้เล่นอายุน้อยเพื่อนำมาฟูมฟัก และพยายามเลี่ยงการซื้อนักเตะค่าตัวแพงเหมือนในอดีต ซึ่งจากการเจรจาจะซื้อตัวนักเตะรายนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยดูกันไปก่อน แต่ Manchester United ก็มั่นใจว่าจะต้องได้ตัวนักเตะรายนี้แน่นอน

ถึงไม่น่าเชื่อ แต่มันคือเรื่องจริง ! สถิติชี้แนวรุก Manchester United ห่วยแตกกว่า ‘Bebé’

เล่นเอาแฟนบอลปีศาจแดงต่างตะลึงไปตาม ๆ กัน เมื่อสถิติเผยว่า Bebé นักเล่นผู้ถูกปรามาส มีจำนวนตัวเลขดีกว่าบรรดาแนวรุก Manchester United ในชุดนี้ทุกคน !! ‘Bebé’ อดีตปีกแห่งดินแดนฝอยทอง ที่เหล่าแฟนบอลปีศาจแดงไม่ค่อยปลื้ม และต่างยกให้เป็นหนึ่งใน ‘Dealยอดแย่’ โดยเขาสร้างผลงานในสีชุดของ Man U ดีกว่าผู้เล่นแนวรุกในชุดนี้เสียอีก !

Bebéนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ที่สร้างผลงานได้ดีขึ้น

โดย Manchester United สร้างกระแสฮือฮาจากทุกฝ่าย ด้วยการดึง ‘Bebé’ มาจาก Vitoria Guimaraes ในโปรตุเกสด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ หากแต่กลับสร้างความผิดหวังเพราะโชว์ฟอร์มได้ไม่สมน้ำเงิน เขาจึงถูกปล่อยตัวออกไปอย่างถาวร ไม่มีหวนกลับ ในปี ค.ศ.2014 แต่ถึงกระนั้นก็ตามปีกผู้ทอดทิ้งรายนี้สามารถยิงไปได้ถึง 4 ประตู ! จาก 334 นาทีที่ลงเล่นให้กับปีศาจแดง ซึ่งเมื่อนำมาคิดเป็นจำนวนเฉลี่ยแล้ว ‘Bebé’ จะยิงประตูได้ทุก ๆ 167 นาที ทำให้มีผลงานดีกว่าบรรดาแนวรุกปีศาจแดงในชุดนี้เลยทีเดียว จึงทำให้หลายคนรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก

สถิติของแนวรุกของสมาชิก Manchester United เมื่อเทียบกับ ‘Bebé

  • Bebé – 167 นาที
  • Anthony Martial – 177 นาที
  • Romelu Lukaku – 178 นาที
  • Marcus Rashford – 236 นาที
  • Lexis Sánchez – 542 นาที

เมื่อเจอแบบนี้เข้าไปทำให้บรรดาแนวรุก Manchester United ต้องถึงกับกุมขมับแล้วว่าฟอร์มการเล่นของพวกเขา ดีพอกับปีศาจแดงแล้วหรือยัง เนื่องจากฟอร์มยังสู้แข้งซึ่งถูกตราหน้าและปรามาสจากผู้คนจำนวนมาก ว่าเป็นหนึ่งใน Deal ยอดแย่ไม่ได้เลย

หรือ ‘Bebéอาจโดนปรามาสเกินจริง

จากชายที่ถูกพ่อแม่ทิ้งในตอนเด็ก และได้ย่าเลี้ยงจนเจริญเติบโตขึ้นมา จนมีโอกาสได้เล่นฟุตบอล ให้กับ Estera รับค่าเหนื่อยปีละ 10,000 ปอนด์ สุดท้ายเล่นสร้างผลงานไม่ดีสโมสรเร่ขาย หากแต่ ‘Bebé’ ก็ได้ Victoria Guimares จับมาเซ็นสัญญาร่วมทีม หากแต่ยังไม่ทันได้เล่นเกมอย่างเป็นทางการหากแต่ Man U ได้ติดต่อซื้อตัวมา ด้วยมูลค่า 7.4 ล้าน นอกจากนี้ได้ลงสนามเพียงแค่ 2 นัดใน Premier league แต่ได้ชูถ้วย Premier league พร้อมกับเพื่อน ๆ แล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเขาได้ไป SL Benfica เล่นในลีกบ้านเกิดได้ลงสำรองเพียงแค่ 25 นาที และแค่ในนัดเดียวเท่านั้น สามารถคว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสทันที น่าตื่นตะลึงมาก ! หรือเขาคือชายผู้มากับดวงอันแข็งแกร่ง เพราะบางคนเล่นให้ทีมบ้านเกิด 500 กว่านัดยังไม่เคยจะได้แชมป์ลีกเลย ! แต่ ‘Bebé’ เล่นไป 25 นาทีกลับได้แชมป์ ! ไป นอกจากนี้ยังได้ลงบอลถ้วย รวมทั้งอื่น ๆ อีก 5 นัด แถมได้แชมป์บอลถ้วยโปรตุเกสมาอีก สุดยอดไหมล่ะ

และด้วยการทำสถิติที่คาดไม่ถึงนี่เอง ทำให้ต้องหันมาพิจารณา Bebe กันใหม่อีกครั้ง ซึ่งเขาอาจจะเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองมาเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป