โตเกียวไม่หยุด แม้จะเลื่อนจัดงานโอลิมปิก 2020

หลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน หรือโตเกียวเกมส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพนั้น ได้ถูกเลื่อนการจัดออกไปอย่างเป็นทางการ ทางผู้จัดงานยังคงแสดงความตั้งใจเกี่ยวกับการเตรียมงานต่อไป ซึ่งในปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อรักษาความปลอดภัยสถานที่จัดงานเอาไว้สำหรับการจัดงานในปี 2021

ยังคงดูแลสถานที่จัดงานให้เป็นไปตามแผนที่จัดไว้ เพื่อความพร้อมในอนาคต

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียวนั้น จะมีการใช้สถานที่ทั้งหมดดังที่มีการวางแผนไว้แล้วสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ก่อนที่จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ จนทำให้ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไปเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งนอกจากสถานที่จัดการแข่งขันต่าง ๆ จะได้รับการบำรุงรักษาต่อไป ในส่วนของตารางการแข่งขันก็จะยังคงไว้ตามตารางเดิมของแต่ละเกมส์การแข่งขันอีกด้วย

ผู้จัดงานท้องถิ่นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ฤดูร้อน 2021 สนามแรกที่จะใช้ในการเปิดการแข่งขันก็คือสนามกีฬาซอฟต์บอล ในจังหวัดฟูกูชิม่า ซึ่งแข่งขันล่วงหน้าสองวันก่อนพิธีเปิดการแข่งขัน ผู้บริหารท้องถิ่นวางแผนที่จะรายงานการประชุมต่อที่ประชุมสมัชชา คณะกรรมการโอลิมปิกสากล เกี่ยวกับการใช้สถานที่จัดงานที่กลายเป็นจุดสำคัญ และแสดงศักยภาพของเจ้าภาพสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ถูกกำหนดขึ้นใหม่ในปี 2021

ทั้งนี้ทางผู้จัดงานยังได้ลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 80 % ของสถานที่จัดงานโอลิมปิก รวมถึงผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับหมู่บ้านนักกีฬาด้วย

หมู่บ้านนักกีฬาที่สร้างในแบบไม้ญี่ปุ่นดั้งเดิม จะถูกรื้อเมื่อใช้งานเสร็จสิ้น

สำหรับหมู่บ้านนักกีฬานั้น ถูกสร้างด้วยวัสดุที่เป็นไม้แบบญี่ปุ่นดังเดิม เมื่อการแข่งขันมีความจำเป็นต้องเลื่อนออกไปเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ทำให้เดอะ วิลเลจ พลาซ่า ซึ่งทำหน้าที่เป็นสถานที่สำคัญของหมู่บ้านนักกีฬาในระหว่างการแข่งขันกีฬาโตเกียวเกมส์

ไม้ที่ใช้ในการสร้างโครงสร้างได้รับบริจาคโดยเทศบาล 63 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ที่ Chuo Ward ในกรุงโตเกียวและจะเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมเพื่อต้อนรับเหล่านักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้านในของอาคารจะมีกลิ่นหอมของซีดาร์และไซเปรสเล็ดลอดออกมาจากผนังเรียบและเสาที่เป็นแกนของอาคาร เสาแต่ละต้นทำจากไม้สามชั้นของไม้ไผ่ด้านบนและมีน้ำเย็นไหลผ่านท่อในโครงสร้าง ยังมีการจารึกไว้บนไม้เกือบ 1,300 ลูกบาศก์เมตรเกือบทั้งหมด เป็นชื่อของหมู่บ้านพื้นเมืองหรือจังหวัดที่ทำการร่วมบริจาคทุนในการก่อสร้าง ซึ่งเดอะ วิลเลจ พลาซ่า ที่ทางเจ้าภาพทุ่มงบประมาณไปเกือบ 24 พันล้านเยนนั้น ก็เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ประกอบไปด้วยคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ภายในคราคร่ำไปด้วยศูนย์การสื่อสารของสื่อมวลชน เลานจ์อินเทอร์เน็ตและร้านทำผม, ตู้ ATM, บริการซักแห้ง และที่ทำการไปรษณีย์ การเตรียมการทั้งหมดนี้ก็เพื่อนักกีฬา สต๊าฟโค้ช รวมถึงสื่อมวลชน 2,000 กว่าคนเท่านั้นที่สามารถเข้าใช้บริการได้

แต่เดิมทางผู้จัดงานได้มีแผนรื้อถอนหลังจากจบการแข่งขันโอลิมปิก 2020 ไม้จะถูกส่งไปยังเทศบาลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์กับชุมชม อย่างเช่น การใช้ทำม้านั่งในสวนสาธารณะหรือเฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงเรียนในท้องถิ่น แต่เพราะการแข่งขันถูกเลื่อนออกไปอีกหนึ่งปี ทางเทศบาลจึงยังมั่นคงต่อการทำหน้าที่บำรุงรักษาหมู่บ้านนักกีฬาให้มีสภาพดีเพื่อต้อนรับผู้ร่วมงานอีกครั้งในปี 2021

บอสตันมาราธอนถูกยกเลิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 124 ปีเนื่องจากไวรัสโควิด 19

เป็นที่เข้าใจกันดีว่าตั้งแต่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้การแข่งขันกีฬาที่มีกำหนดจัดขึ้นในปี 2020 เป็นอันต้องถูกเลื่อนหรือถูกยกเลิกไปในหลายประเทศ หนึ่งในกีฬาที่ผู้เข้าร่วมตั้งตารอนั่นก็คือ “บอสตัน มาราธอน” ที่เป็นการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ได้รับความสนใจจากนักวิ่งทั่วโลก ก็ถูกยกเลิกการแข่งขันด้วยเช่นเดียวกัน

ยกเลิกการวิ่งครั้งแรกในรอบ 124 ปี

ผู้จัดงานได้ประกาศยกเลิกกิจกรรมการแข่งขันวิ่งบอสตันมาราธอนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 124 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการปะทุของภูเขาไฟ ซึ่งปัจจุบันนั้นเป็นการผ่อนปรนตามข้อกำหนดเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัส

การแข่งขันที่มีผู้ร่วมแข่งขันกว่า 30,000 คนนั้นถูกเลื่อนออกไปจากวันที่ 20 เมษายน ถึง 14 กันยายน จะถูกแทนที่ด้วยเหตุการณ์ที่ผู้ต้องการเข้าร่วมต้องแสดงตัวว่าวิ่งได้ไกล 26.2 ไมล์ (42.2 กิโลเมตร) ด้วยตัวเอง ถึงจะได้เหรียญรางวัลชนะเลิศ

นายกเทศมนตรีเมืองบอสตันมาร์ตี้ วอลซ์ได้ออกมากล่าวว่า “นี่เป็นความท้ายทายอย่างหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่การพบกับความท้าทายที่ยากลำบากคือสิ่งที่บอสตันมาราธอนกำลังเผชิญ” วอลซ์กล่าวถึงการตอบสนองต่อเหตุระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อ 7 ปีที่แล้วว่า “นี่นับเป็นภาพแทนความยืดหยุ่นของเมืองและเครือจักรภพของเรา ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะขุดรากลึกลงไปเหมือนนักวิ่งมาราธอนอย่างที่เราทำในปี 2013 และรักษาจิตวิญญาณเหล่านั้นให้มีชีวิต”

แม้ว่าความขึ้นชื่อของบอสตันมาราทอนจะแข่งขันกันโดยมีนักกีฬายอดเยี่ยมเป็นจำนวนน้อย แต่ในสนามก็มีนักวิ่งเพื่อการสันทนาการและวิ่งเพื่อการกุศลมากกว่า 30,000 คน โดยจะมีผู้คนนับหมื่นนับล้านเข้าแถวตลอดเส้นทางระหว่าง ฮอพกินส์ ถึง แบคเบย์ ของบอสตัน

จุดเริ่มต้นการวิ่งมาราธอนประจำปีที่ยาวนานที่สุดในโลก

เมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของการวิ่งมาราธอนประจำปีที่ยาวนานที่สุดในโลกนั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 1897 เมื่อมีผู้ชาย 15 คนเข้ามาในเขตดินแดน Ashland และวิ่งมุ่งหน้าไปยันเมืองเพื่อรำลึกถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งแรก ในปี 1981 รูปแบบการวิ่งได้รับการแก้ไขในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

สำหรับการยกเลิกการแข่งขันที่นับเป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ของการวิ่งมาราธอนก็คือการวางระเบิดในบอสตัน มาราธอนในปี 2013  เป็นการวางระเบิดที่เส้นชัย หลังจากผู้ชนะได้ผ่านเส้นชัยไปแล้วเป็นเวลาหลายชั่วโมง แต่ก็ยังมีนักวิ่งอีกมากที่ยังอยู่ใกล้ ๆ กับจุดวางระเบิด

ในด้านของทอม กริลค์ CEO ของสมาคมกีฬาบอสตันกล่าวว่าการแข่งขันก็ต้องปรับตัวเมื่ออุณหภูมิตามหลักสูตรเข้าหา 90 องศาฟาเรนไฮน์ (32 องศาเซลเซียส) ในปี 2012 เมื่อ 10 ปีที่แล้วเถ้าถ่านจากการปะทุของภูเขาไฟในไอซ์แลนด์ ทำให้การเดินทางทางอากาศมีปัญหาและเพื่อป้องกันไม่ให้นักวิ่งชาวยุโรปจำนวนมากเดินทางมาบอสตัน

“จิตวิญญาณของบอสตันและจิตวิญญาณของบอสตันมาราธอนคือการเข้มแข็งและฉลาด เมื่อความจำเป็นผลักดันคุณไปในทิศทางที่คุณไม่ชอบ คุณต้องมีความแข็งแกร่งสติปัญญาและรับฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง”

การที่บอสตันมาราธอนถูกยกเลิกนั้น ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งในอนาคตทางผู้จัดงานกำลังพิจารณาเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันในปี 2021 และบอสตันมาราธอนก็มีกำหนดการครบรอบ 125 ปีในวันที่ 18 เมษายน 2022  อีกด้วย

WWE จำใจปลดนักมวยปล้ำและพนักงานจำนวนมาก

ในช่วงเดือนเมษายน 2020 ได้มีข่าวที่สร้างความเจ็บปวดใจให้นักมวยปล้ำอาชีพ รวมไปถึงแฟนกีฬามวยปล้ำที่ติดตามการแข่งขัน เนื่องจากมีการประกาศจาก WWE (World Wrestling Entertainment) ในเรื่องการปลดนักมวยปล้ำ รวมถึงพนักงานบริษัทจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าตั้งแต่ต้นปี 2020

การปลดพนักงานครั้งนี้ มาจากการต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะที่ผ่านมา ทางสมาคม ไม่สามารถจัดการแสดงหรือสร้างรายได้เกี่ยวกับกีฬามวยปล้ำได้ ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ WWE ถือเป็นธุรกิจที่สำคัญของรัฐฟลอริดา

ปลดแม้กระทั่งนักมวยปล้ำชื่อดัง

เมื่อนักมวยปล้ำ WWE ที่ได้รับข่าวร้ายว่าตัวเองนั้นดูปลดจากอาชีพเพื่อให้นายจ้างสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ต่างออกมาแสดงปฏิกิริยาผ่านโซเซียลมีเดียส่วนตัว มีทั้งการเห็นตัวและยังเคลือบแคลงสงสัยในการปลดพวกเขาเหล่านั้นออกจากสมาคม ซึ่งรายชื่อนักมวยปล้ำที่ถูกเปิดออกมาว่าได้ถูกปลดออกจากสังกัดมีจำนวนทั้งสิ้น 21 คน ไม่เว้นแม้แต่นักมวยปล้ำชื่อดังอย่าง Kurt Angle ก็ถูกให้ออกจากอาชีพในครั้งนี้ด้วย

21 นักมวยปล้ำที่ถูกปลดจาก WWE

  • Kurt Angle
  • Drake Maverick
  • Curt Hawkins
  • Karl Anderson
  • Heath Slater
  • Eric Young
  • EC3
  • Aiden English
  • Lio Rush
  • Sarah Logan
  • Epico
  •  Mike Kanellis
  • Maria Kanellis
  • Zack Ryder
  • No Way Jose
  • Mike Chioda
  • Primo
  • Rowan
  • Deonna Purrazzo
  • Aleksandar Jaksic
  • Rusev

ทาง WWE ได้กล่าวว่า “เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในความพยายามในอนาคต” นอกจากการประกาศปลดทั้งนักมวยปล้ำ ทั้งพนักงานแล้ว WWE ยังแถลงว่าได้มีการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการลดเงินเดือนของผู้บริหาร รวมถึงคณะกรรมการบริหาร ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการและชะลอการอนุมัติการก่อสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ WWE เป็นเวลาอย่างน้อยหกเดือนอีกด้วย

หลังจากนักมวยปล้ำที่ได้รับข่าวร้ายสิ่งที่พวกเขาทำได้คือการออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง เริ่มจาก เคิร์ท แองเกิล นักมวยปล้ำที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ได้โพสข้อความบนทวีตเตอร์ส่วนตัวถึงอดีตต้นสังกัดว่า “ผมอยากขอบคุณไปถึง WWE สำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น และได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนเก่ง ๆ อีกหลายคน. สำหรับนักมวยปล้ำท่านอื่น ๆ ขอให้พยายามสร้างความสุขให้กับแฟน WWE ต่อไป เท่าที่คุณสามารถทำได้ พวกเขาคือแฟนคลับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”

สำหรับข้อความของเคิร์ท แองเกิลนั้น มีความหมายว่าเขายอมรับและเคารพการตัดสินใจของคณะผู้บริหารด้วยความยินดี แต่ก็มีนักมวยปล้ำมีออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงตัดพ้อไปถึงอดีตต้นสังกัดอีกด้วย อย่างเช่น Maverick ที่เป็นสมญานามในวงการของของ เจมส์ เคอติน เขาได้กล่าวว่า “ฉันก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่อาจไม่ได้ทำสิ่งนี้อย่างจริงจังเหมือนในตอนแรก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันส่งผลกระทบกับชีวิตของหลาย ๆ คน ส่งผลต่อการทำมาหากินของคนหลาย ๆ คน มันไม่เกี่ยวกับชื่อเสียงของฉัน แต่มันเกี่ยวกับการเลี้ยงครอบครัวและค่าใช้จ่ายของฉัน”

นี่คือตัวอย่างของนักมวยปล้ำที่กลายเป็นคนว่างงาน จากผลกระทบของการระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะอาชีพใดก็สามารถพบเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ได้เช่นเดียวกัน

มาร์ก มาร์เกซ หมดโอกาสชิงแชมป์โมโตจีพี หลังเพิ่งกลับมาเปิดสนาม

ดูเหมือนว่าโอกาสในการแข่งขันชิงแชมป์ของมาร์ก มาร์เกซ และทีม Repsol Honda ในการแข่งโมโตจีพี 2020 สนามแรก ที่ เซอร์กิโต เดอ เฆเรซ-อังเคล นีอัตโต้ ประเทศสเปน น่าจะจบลงหลังจากมาร์เกซประสบอุบัติเหตุหลังจากพยายามเร่งแซงคู่ต่อสู้ ส่งผลให้กระดูกแขนหักจนต้องเดินทางไปบาร์เซโลนาเพื่อทำการผ่าตัด

พลาดการป้องกันแชมป์โลก

มาร์เกซได้รับบาดเจ็บที่แขนขวาอย่างหนัก เป็นผลให้พลาดการป้องกันแชมป์โลกของเขา หลังจากออกตัวแล้วรถแหกโค้ง ทำให้ตกลำดับไปอยู่ที่ 14 แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ทำให้มาร์เกซเร่งเครื่องแซงนักบิดคนอื่น ๆ มาจนแตะอันดับที่ 3 ก่อนที่รถจะสะบัดจนทำให้เสียหลักไถลออกข้างทางอย่างรุนแรง

นอกจากแขนขวาแล้ว เขามีอาการบาดเจ็บที่กระบังลมฝั่งขวาจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ของ MotoGP ได้ยืนยันว่า มาร์เกซไม่มีการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ศีรษะหรือทรวงอก แต่เขาจะอยู่ภายใต้การดูแลเฝ้าสังเกตการณ์ เป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล Universitari Dexeus ในบาร์เซโลนา ของเช้าวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม และมีแผนดำเนินการรักษาโดย D.r Xavier Mir และทีมผู้ช่วยของเขาในวันอังคารที่ 21 กรกกฎาคม นอกจากทีมแพทย์ต้องทำการรักษามาร์ก มาร์เกซแล้ว ยังต้องทำการรักษา แคล ครัทโคลว์ (Cal Crutchlow) นักแข่งดาวเด่นอีกคนของทีมเรปโซล ฮอนด้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งเช่นเดียวกันอีกด้วย

หลังจากที่มาร์ก มาร์เกซได้เข้ารับการรักษาจากทีมแพทย์เป็นอย่างดีแล้ว เขาได้โพสข้อความในทวีตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า “ในบางครั้ง สิ่งต่าง ๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่คุณคาดหวัง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการลุกขึ้นและเดินหน้า ผมหวังว่าคุณจะสนุกกับการกลับมา! ตอนนี้ผมต้องผ่าตัดเพื่อรักษากระดูกที่หักของผม ผมสัญญากับทุกคนว่าผมจะรีบกลับมาโดยเร็วและจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม”

นักแข่งอายุน้อยที่แฟนโทโตจีพีต่างจับตามอง

สำหรับมาร์ก มาร์เกซ นักแข่งรถจักรยานยนต์ ที่ถูกขนานนามว่า แชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสไตล์การบิดที่โดดเด่น หนักหน่วงกว่านักแข่งคนอื่น ๆ รวมถึงทักษะและเทคนิคเฉพาะตัวต่าง ๆ อย่างเช่น การเบรกที่มักเกิดขึ้นกับล้อหลัง ไม่ว่ามาร์เกซจะอยู่ในจุดใดของสนาม เขาก็ยังดึงดูดสายตาของคนดูโดยรอบได้อยู่เสมอ จากความก้าวร้าว กล้าได้กล้าเสี่ยง ไม่หวาดหวั่นต่อคู่ต่อสู้ที่เบียดเข้าหาด้วยความเร็ว

นอกจากนี้การตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจในขณะที่อยู่ในสนาม มาร์เกซมักจะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าตัวเขาและรถคู่ใจ Honda RC213V เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้อย่างลงตัว ทักษะการคาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้าของมาร์เกซ คืออีกหนึ่งความน่าทึ่งของเขา เพราะเขานั้นสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ จึงทำให้เห็นว่าเขาเลือกที่จะแยกตัวออกจากแถวหรือเบียดตัวเข้าขวางคู่แข่ง

ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรมาร์ก มาร์เกซถึงเป็นที่ชื่นชมของแฟน ๆ เพราะนอกจากความสามารถในการแข่งรถที่โดดเด่นชัดเจนแล้ว เขายังมีความมุ่งมั่น แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมพลังในชีวิตของใครหลาย ๆ คนได้อย่างดีเยี่ยม

รู้จักกับ อากิระ นิชิโนะ โค้ชญี่ปุ่นคนแรกที่พาฟุตบอลทีมชาติไทยก้าวไกล

หากใครที่ติดตามวงการฟุตบอลทีมชาติไทยมาโดยตลอด คุณคงจะพอสังเกตได้ว่าทีมชาติไทยได้จ้างโค้ชต่างประเทศมาหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งจุดมุ่งหมายก็มีเพียงสิ่งเดียวคือการสร้างความเก่งกาจให้กับนักเตะลูกหนังทีมชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมัน บราซิล แต่ละชาติที่จ้างมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นชาติที่ขึ้นชื่อว่าเก่งเรื่องฟุตบอลด้วยกันทั้งสิ้น แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทีมชาติไทยเริ่มเปลี่ยนจากการเลือกโค้ชแถบประเทศตะวันตกเป็นโค้ชจากทวีปเอเชีย เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะว่า โค้ชเอเชียเข้าใจสรีระของนักเล่นฟุตบอลทีมชาติไทย พื้นความรู้และรูปแบบการครองเกมก็เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี รวมถึงโค้ชคนล่าสุด นิชิโนะ อากิระ ที่แม้จะครองตำแหน่งโค้ชมาไม่นาน แต่กลับดึงกระแสความสนใจจากคนรักบอลไทยเป็นอย่างยิ่ง

กว่าจะก้าวมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ อากิระ ผ่านอะไรมาบ้าง

นิชิโนะ เริ่มต้นบทบาทของการเป็นโค้ชด้วยการคุมทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นเยาวชน ซึ่งเขาก็สามารถพิสูจน์บทบาทการคุมทีมได้เป็นอย่างดี ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขามาจากการคุมทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ก็คือการเอาชนะทีมสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ สำหรับการชิงที่ 3 ของเกมส์การแข่งขันฟีฟ่า เวิลด์ ยูธ แชมเปียนชิพ 3 – 0 คว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันกลับมา แม้เขาจะสามารถทำหน้าที่โค้ชทีมเยาวชนญี่ปุ่นต่อไปได้ แต่นิชิโนะกลับเลือกที่จะคุมทีมชาติรุ่นใหญ่เพื่อเก็บประสบการณ์ จนกลับมาคุมทีมเยาวชนอีกครั้ง ครั้งนี้เขาสามารถพาทีมเยาวชนญี่ปุ่นเอาชนะบราซิลไป 1 – 0 ชื่อของเขาถูกจารึกในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลญี่ปุ่น จากนั้นเขากลับเปลี่ยนเส้นทางไปคุมทีมสโมสรในญี่ปุ่นแทน ต่อมาชีวิตโค้ชของเขาก็ได้พาเขากลับมาคุมทีมชาติญี่ปุ่นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาพาญี่ปุ่นเข้าสู่รอบน็อกเอาท์ของฟุตบอลโลก 2018 และล่าสุด เขาได้เซ็นสัญญากับทีมชาติไทยโดยคุมทั้งทีมชาติชุดใหญ่และทีมชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี

สร้างผลงานเลื่องชื่อไทยเอาชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ครั้งแรกในรอบ 15 ปี

จากผลงานล่าสุดที่ทีมชาติไทยเอาชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ 2 – 1 จนเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม จี จากการคัดเลือก 16 ทีมสุดท้ายเข้าสู่บอลโลก 2022 ความน่าทึ่งของสถิตินี้คือเป็นครั้งแรกในรอบสิบห้าปีที่ไทยเราเอาชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โดยครั้งล่าสุดนั้นเกิดในปี 2004 เรียกได้ว่า จากผลงานครั้งนี้เองที่ทำให้แฟนบอลหลาย ๆ คนชื่นชม

ต้องบอกเลยว่าเส้นทางของโค้ชผู้นี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และที่สำคัญผลงานของความสำเร็จล้วนแล้วแต่มาจากความพยายาม มุ่งมั่นและเอาใจใส่ทั้งสิ้น เราในฐานะแฟนบอลทีมชาติไทยที่อยากลุ้นให้บอลไทยไปไกลถึงบอลโลกก็คงได้แต่เอาใจช่วยว่านิชิโนะ อากิระจะทำได้สำเร็จในครั้งนี้

คิปโชเก้ ชายผู้ก้าวข้ามขีดจำกัดการวิ่งของมนุษย์ได้

หากเอ่ยถึงข่าวคราวในวงการการวิ่งที่โด่งดังในรอบสัปดาห์มากที่สุด คงหนีไม่พ้นข่าวของชายผู้หนึ่ง ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ไปได้อย่างน่าทึ่ง กับการวิ่งมาราธอนทำลายสถิติโลก แน่นอนว่าจากสิ่งที่เขาทำในวันนั้น ส่งผลให้ชื่อของเขาถูกจารึกในวันนี้ แม้ว่าสถิตินี้ไม่ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่สถิติจะได้รับการบันทึกในใจของมวลมนุษยชาติแน่นอน

คิปโชเก้ กับการวิ่งมาราธอนรายการพิเศษ

สำหรับรายการวิ่งที่ทำให้คิปโชเก้ได้รับการรู้จักและยกนิ้วให้กับ “ความอึด” อันดับหนึ่งของโลกก็คือรายการวิ่งมาราธอนพิเศษที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมานี้ เขาคือคนแรกที่สามารถวิ่งในระยะทางมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 59 นาที 40.2 วินาที การจัดวิ่งมาราธอนครั้งนี้จัดที่สวนสาธารณะเพรเตอร์ปาร์ค ในรายการนี้มีนักวิ่งเข้าร่วมมากถึง 41 คน

รู้จักกับคิปโชเก้ให้มากขึ้น

อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว คุณคงสงสัยใช่หรือไม่ ว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นใครมาจากไหน เพราะอะไรจึงมีความอึดและปอดที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก คิปโชเก้เป็นชาวเคนยา ซึ่งเราเองต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สรีระและร่างกายของนักวิ่งแถบประเทศแอฟริกาเป็นสรีระที่เอื้ออำนวยให้วิ่งเร็ว มีมัดกล้ามเนื้อที่ไม่มากเหมือนนักวิ่งยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงขาเองก็ยาวจนการก้าวแต่ละครั้งไกลและได้เปรียบนักวิ่งจากทวีปเอเชีย นอกจากสรีระจะได้เปรียบนักวิ่งจากทั่วโลกแล้ว ประเทศเคนยาก็ยังเป็นประเทศที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกมากนัก ส่งผลให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ต้องใช้การเดินเป็นหลักนับแต่เล็กจนโต จึงอาจกล่าวได้ว่า “ประสบการณ์” หล่อหลอมให้แข็งแกร่งก็คงไม่ผิดนัก

รู้จักกับการวิ่งมาราธอน

สำหรับการวิ่งมาราธอนคือการวิ่งแข่งขันในระยะยาว ส่วนใหญ่จะมีการวิ่งบนถนน หรืออาจจะวนรอบสนามกีฬา สวนสาธารณะตามแต่ผู้จัดการวิ่งสะดวก การแข่งขันวิ่งมาราธอนมีระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ประวัติการวิ่งมาราธอนมาจากทหารชาวกรีกวิ่งเพื่อการรบจากเมืองมาราธอน ไปยังเมืองเอเธนส์ ซึ่งด้วยชื่อของเมืองอันเป็นจุดเริ่มต้นนี้เอง ที่ทำให้ “มาราธอน” เป็นชื่อเรียกขานการวิ่งระยะยาว

การวิ่งมาราธอน ต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ด้านเพื่อมุ่งไปจุดหมาย นอกจากสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ทั้งการหายใจ และกล้ามเนื้อ การวิ่งมาราธอนคือการต่อสู้ของจิตใจอย่างแท้จริง คือการต่อสู้กับความทรมานของร่างกาย ยามที่ร่างกายก้าวขาไม่ออก ยามที่หายใจแทบไม่ทัน แต่หากวิ่งได้สำเร็จจะรู้สึกภาคภูมิใจมาก ซึ่งปัจจุบันการจัดงานวิ่งมาราธอนก็มีหลายงานในประเทศไทย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง มาฝึกวิ่งตั้งแต่วันนี้จะดีกว่าไหม นอกจากจะได้สุขภาพที่ดีแล้ว ยังได้ของแถมเป็นความภาคภูมิใจ ไม่แน่ว่าคนทำลายสถิติโลกคนต่อไปอาจเป็นคุณก็ได้

ธนัชชา สุขสด สาวนักตบลูกยางไทยที่ไปไกลถึงแดนปลาดิบ

ต้องบอกเลยว่ากระแสกีฬาของประเทศไทยกำลังมาแรง นอกจากฟุตบอลไทยแล้วยังมีกีฬาวอลเลย์บอลอีกหนึ่งชนิดกีฬา ที่มีแฟน ๆ ตามเอาใจช่วยอยู่ แน่นอนว่าแม้ในอดีตวอลเลย์บอลไทยอาจไม่โด่งดังสักเท่าไรนัก แต่ปัจจุบันวอลเลย์บอลไทยก็ไม่น้อยหน้าใคร ซึ่งวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับธนัชชา สุขสด สาวนักตบลูกยางของไทย ที่ไปไกลถึงแดนปลาดิบ เธอเป็นใคร มาจากไหน และอะไรที่ทำให้เธอไปไกลถึงญี่ปุ่นได้ มาดูไปพร้อม ๆ กัน

ธนัชชา สุขสดกับเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ธนัชชา สุขสด เป็นลูกสาวของคุณครูสอนพลศึกษา จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะฉายแววนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก เธอเริ่มต้นเล่นวอลเลย์บอลที่จังหวัดชุมพร เมื่ออายุ 9 -10 ปี เธอย้ายตามแม่มาเรียนต่อที่โรงเรียนวัดแจ้งร้อน กรุงเทพมหานคร  ที่โรงเรียนแห่งนี้ เธอเริ่มต้นเรียนวอลเลย์บอลอย่างจริงจัง ทั้งการฝึกที่โรงเรียนอย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ ฝึกทักษะวอลเลย์บอลอย่างไม่ย่อท้อ นอกจากนี้เธอยังกลับมากระโดดเชือกที่บ้านทุกวัน วันละ 1,000 ครั้ง หลังจากนั้น เธอจึงเข้าศึกษาต่อที่สตรีนนทบุรี เพื่อความก้าวไกลไปยังการเป็นนักวอลเลย์บอลมืออาชีพ โดยเธอก็ทำสำเร็จ เพราะได้ติดหนึ่งในผู้เก็บตัวของทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี แม้มองเผิน ๆ จะดูว่าเส้นทางการเป็นนักวอลเลย์บอลของเธอช่างง่ายแสนง่าย จนดูราวกับโปรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อุปสรรคก็เข้ามาในชีวิตของเธอจนได้ เพราะช่วงที่เธอเก็บตัว เธอได้รับบาดเจ็บจากการกระโดดจนข้อเท้าพลิก ทำให้เธอต้องพักฟื้นนานร่วมปี และไม่ได้เล่นวอลเลย์บอลอีกร่วมปี เธอกลับไปเรียนที่ชุมพร พักฟื้นทั้งร่างกายและจิตใจ จนในที่สุดปี 2018 เธอตัดสินใจเดินตามความฝันอีกครั้ง และก็ทำสำเร็จด้วยการเป็นกัปตันทีมรายการ U19 ชิงแชมป์เอเชีย

จากวอลเลย์บอลไทย ไปไกลถึงญี่ปุ่น

จากผลงานที่ผ่านมาอันโดดเด่นของเธอ ทำให้เมื่อ 23 ส.ค. 62 ทีมวอลเลย์บอล Generali Supreme VC ซึ่งเป็นทีมวอลเลย์บอลชื่อเสียงโด่งดังของประเทศไทย ได้ตัดสินใจปล่อยตัวธนัชชา สุขสด ซึ่งเป็นนักตบวอลเลย์บอลทีมชาติไทยชุด U – 29 ให้ไปร่วมทัพกับทีม PFU BlueCats ทีมใน V Premier League Division 1 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโค้ชของทีม PFU BlueCats ได้ดูฝีมือการเล่นธนัชชา สุขสด แล้วตัดสินใจอยากให้เธอไปฝึกซ้อมกับทีม แม้จะเป็นเวลา 15 วันแต่ก็เป็นประสบการณ์อันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับคนไทยเป็นอย่างดี

จะเห็นได้ว่าเส้นทางการเป็นนักวอลเลย์บอลของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้เธอจะเติบโตจากครอบครัวคุณครูสอนพลศึกษา ได้รับการฝึกซ้อมมาตั้งแต่เด็กก็ตาม แต่ชีวิตของมนุษย์ต้องมีอุปสรรคมาทดสอบเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น เธอบาดเจ็บจนไม่ได้เข้าสนามวอลเลย์บอลร่วมปี หากเป็นคนอื่นอาจจะท้อแท้และออกจากวงการนี้ไป แต่ธนัชชา สุขสด กลับไม่ย่อท้อ ตัดสินใจกลับเข้าวงการวอลเลย์บอลใหม่ และประสบความสำเร็จในที่สุด

นิติพงษ์ เสลานนท์ หนุ่มนักเตะที่หลาย ๆ คนจับตามอง

ต้องบอกกันก่อนเลยว่า ทีมชาติไทยภายใต้การนำของโค้ชนิชิโนะ อากิระ เป็นทีมชาติไทยที่แฟนบอลภาคภูมิใจอย่างมาก นอกจากความเก่งกาจจนหลาย ๆ คนยกนิ้วให้แล้ว นักบอลทุกคนเองยังมีทั้งทักษะทางการเล่นบอลที่ไม่ว่าใครได้ชมต่างก็รู้สึกชื่นชอบนั่นเอง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในนักเตะที่มีบทบาทในการทำประตูของเกมทีมชาติไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ก็คือหนุ่มนักเตะแข้งทอง นิติพงษ์ เสลานนท์

หนุ่มนักเตะที่ยึดตำแหน่งแบ็คขวาอย่างคงเส้นคงวา

หากใครที่ติดตามวงการฟุตบอลไทย คงจะรู้จักกับนิติพงษ์ เสลานนท์ ในฐานะของแบ็คขวาของทีมสระบุรี เอฟซี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และการท่าเรือ ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาของเขา ทำให้แฟนบอลรู้จักกับเขาเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลาย ๆ คนต่างรู้คือนิติพงษ์มักถูกมองข้ามให้ลงทีมชาติไทย ซึ่งที่เขาถูกมองข้ามนั้นเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมา ชั่วโมงบินของเขายังน้อยอยู่บวกกับนักเตะตำแหน่งแบ็คขวานั้นมีหลายตัวเลือก หรือหากจะพูดอีกทีอาจเป็นเพราะยังไม่ถึงเวลาของนิติพงษ์ก็ได้ แต่ถึงแม้จะยังไม่ใช่วันของเขา แต่นิติพงษ์เองก็ยังตั้งอกตั้งใจเดินทางในเส้นทางสายฟุตบอล ด้วยความรักในอาชีพของตนเอง และรอว่าสักวันหนึ่ง จะมีคนที่ไม่มองข้ามความเก่งของเขาไป

การมาถึงของนิชิโนะ อากิระ

ด้วยผลงานของเขาที่โดดเด่นกับการเล่นให้กับสโมสรการท่าเรือ ทำให้แฟนบอลเริ่มจับตามอง และมีกระแสเรียกร้อง ต้องการให้นิติพงษ์ ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ วันเวลาที่เขารอคอยมาถึงในที่สุด เพราะการมาถึงของนิชิโนะ อากิระ นั่นเอง นิติพงษ์ ถูกคัดชื่อเข้ามาติดทีมชาติไทยชุดคัดเลือกฟุตบอลโลก ในโซนเอเชีย ซึ่งสองเกมแรก นิติพงษ์ยังไม่ได้ลงสนาม แต่ในเกมที่ไทยเล่นกับคองโก นิติพงษ์ก็ได้เล่นจนจบเกมเลยทีเดียว แม้ว่าเกมที่เขาได้ลงเล่นจะเป็นแค่เพียงเกมอุ่นเครื่อง แต่เขาก็พยายามทำอย่างเต็มที่ โดยเขาสามารถเปิดบอลได้หลายครั้ง และในที่สุดเขาก็ได้รับโอกาสในเกมที่ไทยเจอกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ที่นิชิโนะ อากิระตัดสินใจเลือกนิติพงษ์เป็นแบ็คขวา ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยในนาทีที่ 51 เขาเองได้เปิดบอลจากฝั่งขวา ให้เอกนิษฐ์ ปัญญา ยิงเข้าประตู ทำให้ไทยเป็นฝ่ายชนะ

จะเห็นได้ว่าโอกาส ไม่ได้มาถึงง่าย ๆ สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการอดทนรอคอยจนกว่าจะถึงวันที่ใฝ่ฝัน ในวัย 26 ปีของนิติพงษ์ หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าเขาหมดโอกาสที่จะโด่งดังในทีมชาติไทยชุดใหญ่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เอาคำสบประมาทมาเป็นอุปสรรคให้ฟอร์มการเล่นตกลงไป ตรงกันข้าม เขายังทุ่มเททำสิ่งที่เขารัก จนวันนี้เขามาถึงจุดที่ตัวเองใฝ่ฝัน

ดาวรุ่งของนักเตะทีมชาติไทย…เอกนิษฐ์ ปัญญา

หากใครที่ติดตามข่าวสารวงการกีฬาคงจะเห็นกันแล้วว่า ทีมชาติไทยโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นจากเกมแข่งขันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ โดยสามารถเอาชนะทีมชั้นนำของเอเชียได้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสำเร็จของทีมชาติไทยนี้ นอกจากจะเป็นเพราะฝีมือการคุมทีมของนิชิโนะแล้ว ยังมาจากฝีมือของดาวรุ่งทีมชาติไทยอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญานั่นเอง เด็กหนุ่มคนนี้เป็นใคร มาจากไหน หลาย ๆ คนคงจะเริ่มสงสัยกันแล้วใช่หรือไม่ วันนี้เรามาดูไปพร้อม ๆ กัน

จากเด็กหนุ่มจังหวัดเชียงราย มาเป็นนักเตะทีมชาติไทย

ใครจะรู้เลยว่า เอกนิษฐ์ ปัญญา ดาวเด่นจากเกมของทีมชาติไทยพบกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตต์นั้นมีบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงราย เขาเติบโตมาในจังหวัดเล็ก ๆ เหนือสุดของประเทศ พ่อแม่ทำอาชีพร้านก๋วยเตี๋ยว ที่เป็นรายได้หลักของทางบ้าน ซึ่งตัวเขาเอง นอกจากจะช่วยที่บ้านแล้ว ก็ยังใช้ฟุตบอลเป็นงานอดิเรก เป็นเพื่อนแก้เหงา และเป็นแรงบันดาลใจ เขาสามารถเข้าเรียนที่โรงเรียน อบจ. เชียงรายได้ก็เพราะว่าใช้โควตานักฟุตบอลนั่นเอง หลังจากนั้นเขาก็พยายามพัฒนาฝีมือเพื่อให้เข้าไปเล่นในทีมสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ซึ่งในที่สุดก็ทำสำเร็จและสามารถเป็นหนึ่งในรุ่น U – 14 ได้ ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เขามีความมุ่งมั่นก็คืออันเดรส อิเนียสต้านั่นเอง

ความสามารถของเขามากเกินวัย เพราะเขาสามารถเข้าสู่ทีมของจังหวัดเชียงรายด้วยวัยเพียง 15 ปี และเขายังเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่สามารถสร้างสถิติใหม่ในการยิงประตูของไทยลีกได้อีกด้วย ซึ่งในตอนนั้นเขาอายุเพียง 15 ปี 11 เดือน เป็นเกมการเล่นระหว่างเชียงรายกับเอสซี เมืองทองในปี 2015

ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ในวัย 19 ปี

ด้วยผลงานอันโดดเด่นและน่าสนใจของเขา ทำให้โค้ชอย่างนิชิโนะ อากิระเล็งเห็นถึงศักยภาพ และทำให้เขาได้เข้ามาอยู่ในทีมชาติชุดใหญ่ด้วยอายุ 19 ปี แรกทีเดียว หลายคนมองว่าโค้ชต้องการให้เขามาเก็บประสบการณ์แค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทว่าดาวรุ่งอย่างเอกนิษฐ์กลับมีชื่อติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ และในนัดที่ชนะสหรัฐอาหรับ เอมิเรตต์ เขาก็เป็นคนสำคัญที่ทำประตูให้กับทีมชาติไทยและคว้าชัยชนะมาสู่ประเทศไทยได้ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลยว่าจะสามารถเป็นคนยิงประตูในทีมชาติชุดใหญ่ได้ หลังจากจบเกมนี้ก็ทำให้แฟนบอลไทย กล่าวขานถึงชื่อของเขาและยกนิ้วให้กับฝีมือที่เกินอายุ

ด้วยอายุที่ไม่มาก บวกกับฝีเท้าที่สามารถไปได้ไกล พร้อมกับความมุ่งมั่นของเอกนิษฐ์ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้เขาจะเป็นดาวเด่นของทีมชาติ และจะเป็นหนึ่งในนักเตะตัวหลักของทีมชาติไทยอย่างแน่นอน ซึ่งเราเองในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ให้กำลังใจหนุ่มนักเตะคนนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการตามเชียร์ทุกนัดของเขานั่นเอง

Manchester United มีโอกาสคว้า Fernandes มาครองได้สูง หลังจาก Spurs ขอถอนตัวไปแล้ว

Manchester United พบว่าโอกาสเซ็นสัญญากับ Borges Fernandes ตำแหน่ง Midfielder แห่ง Sporting Lisbon เข้ามาเสริมกำลังทัพสูงขึ้น โดยหลังจากที่ Tottenham Hotspur ที่ถอนตัวออกจากการคว้าแข้งรายนี้แล้ว ทาง Daily Mail สื่อชื่อดัง ได้รายงานว่า มีทีมจากอังกฤษหลายทีม ที่ต้องการ Borges Fernandes ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ โดยทางต้นสังกัดเอง ก็ตั้งเป้าเรียกร้องค่าตัว 50 ล้านปอนด์ จึงทำให้ทาง Spurs ถอดใจล้มเลิกความตั้งใจนักแตะรายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Manchester United พร้อมทุ่มเงินเพื่อนักแตะที่หมายตา

หาแต่ในขณะเดียวกันทีมอื่น ๆ อย่าง Liver Pool ก็ไม่มีประสงค์ที่จะเสริมผู้เล่นในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Manchester United มีโอกาสสูงมาก ที่จะสามารถดึงตัว Midfielder วัย 24 ปีรายนี้ไปร่วมทีมได้เป็นผลสำเร็จ ตรงตามความตั้งใจของกุนซือ Ole Gunnar Solskjaer ซึ่งต้องการกองกลางตัวใหม่จำนวน 2 คน โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายรับ 1 คน และฝ่ายสร้างสรรค์เกมให้มีความน่าสนใจ แพรวพราวอีก 1 คน

สำหรับ Manchester United นั้น ก็ยังให้ความสนใจ ในตัวผู้เล่นแดนกลางคนอื่น ๆ อีกหลายคน เช่น Sean Longstaff แห่ง Newcastle United อยู่ด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณากันต่อไป

Manchester United มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม Sean Longstaff สามารถคว้ามาได้ด้วย 25 ล้านปอนด์

โดย Manchester United มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอค่าตัวจำนวน 25 ล้านปอนด์ เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอ ซึ่งสามารถทำให้ Newcastle United ยอมปล่อยตัว Sean Longstaff  นักแตะหนุ่มวัย 21 ออกมาในช่วงซัมเมอร์นี้

สำนักข่าว Mirror กล่าวว่า กำลังเร่งไล่ล่าผู้เล่นคนใหม่รายที่ 2 ต่อจาก Daniel James ที่พึ่งซื้อมาจาก Swan City โดยพุ่งเป้าไปยัง Sean Longstaff  ซึ่งผู้จัดการทีมชื่อดังอย่าง Ole Gunnar Solskjaer เชื่อว่านี่คือนักเตะ ในแบบที่เขาต้องการเพื่อนำมาสร้างทีมในฝัน โดยขณะที่ทางสโมสรก็มั่นใจมาก ว่าเงินจำนวน 25 ล้านปอนด์ จะมากพอ ที่จะทำให้เกิดการตกลงขึ้นมาได้ ทั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

ทั้งนี้แข้งวัย 21 ปีผู้นี้ สร้างผลงานเรื่อย ๆ จากการลงสนามเป็นตัวจริงถึง 11 เกมให้กับ Newcastle United ก่อนที่จะพบเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เขาต้องจำใจปิดฉากฤดูกาลลงเร็วกว่าคนอื่น ๆ แต่เนื่องจากที่เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพสูงและมีอายุน้อย สามารถพัฒนากลายไปเป็นนักเตะระดับดาวรุ่งของวงการได้ไม่ยาก จึงทำให้เป็นที่ต้องการสูง โดยสาเหตุที่ Man U ต้องออกล่าตัวนักเตะจำนวนมากเช่นนี้ เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมขึ้นมาใหม่ โดยจะเน้นไปที่ผู้เล่นอายุน้อยเพื่อนำมาฟูมฟัก และพยายามเลี่ยงการซื้อนักเตะค่าตัวแพงเหมือนในอดีต ซึ่งจากการเจรจาจะซื้อตัวนักเตะรายนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยดูกันไปก่อน แต่ Manchester United ก็มั่นใจว่าจะต้องได้ตัวนักเตะรายนี้แน่นอน