Manchester United มีโอกาสคว้า Fernandes มาครองได้สูง หลังจาก Spurs ขอถอนตัวไปแล้ว

Manchester United พบว่าโอกาสเซ็นสัญญากับ Borges Fernandes ตำแหน่ง Midfielder แห่ง Sporting Lisbon เข้ามาเสริมกำลังทัพสูงขึ้น โดยหลังจากที่ Tottenham Hotspur ที่ถอนตัวออกจากการคว้าแข้งรายนี้แล้ว ทาง Daily Mail สื่อชื่อดัง ได้รายงานว่า มีทีมจากอังกฤษหลายทีม ที่ต้องการ Borges Fernandes ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ โดยทางต้นสังกัดเอง ก็ตั้งเป้าเรียกร้องค่าตัว 50 ล้านปอนด์ จึงทำให้ทาง Spurs ถอดใจล้มเลิกความตั้งใจนักแตะรายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Manchester United พร้อมทุ่มเงินเพื่อนักแตะที่หมายตา

หาแต่ในขณะเดียวกันทีมอื่น ๆ อย่าง Liver Pool ก็ไม่มีประสงค์ที่จะเสริมผู้เล่นในตำแหน่งนี้อยู่แล้ว และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Manchester United มีโอกาสสูงมาก ที่จะสามารถดึงตัว Midfielder วัย 24 ปีรายนี้ไปร่วมทีมได้เป็นผลสำเร็จ ตรงตามความตั้งใจของกุนซือ Ole Gunnar Solskjaer ซึ่งต้องการกองกลางตัวใหม่จำนวน 2 คน โดยแบ่งออกเป็นฝ่ายรับ 1 คน และฝ่ายสร้างสรรค์เกมให้มีความน่าสนใจ แพรวพราวอีก 1 คน

สำหรับ Manchester United นั้น ก็ยังให้ความสนใจ ในตัวผู้เล่นแดนกลางคนอื่น ๆ อีกหลายคน เช่น Sean Longstaff แห่ง Newcastle United อยู่ด้วย ซึ่งก็ต้องพิจารณากันต่อไป

Manchester United มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม Sean Longstaff สามารถคว้ามาได้ด้วย 25 ล้านปอนด์

โดย Manchester United มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอค่าตัวจำนวน 25 ล้านปอนด์ เป็นจำนวนเงินที่เพียงพอ ซึ่งสามารถทำให้ Newcastle United ยอมปล่อยตัว Sean Longstaff  นักแตะหนุ่มวัย 21 ออกมาในช่วงซัมเมอร์นี้

สำนักข่าว Mirror กล่าวว่า กำลังเร่งไล่ล่าผู้เล่นคนใหม่รายที่ 2 ต่อจาก Daniel James ที่พึ่งซื้อมาจาก Swan City โดยพุ่งเป้าไปยัง Sean Longstaff  ซึ่งผู้จัดการทีมชื่อดังอย่าง Ole Gunnar Solskjaer เชื่อว่านี่คือนักเตะ ในแบบที่เขาต้องการเพื่อนำมาสร้างทีมในฝัน โดยขณะที่ทางสโมสรก็มั่นใจมาก ว่าเงินจำนวน 25 ล้านปอนด์ จะมากพอ ที่จะทำให้เกิดการตกลงขึ้นมาได้ ทั้งนี้ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไป

ทั้งนี้แข้งวัย 21 ปีผู้นี้ สร้างผลงานเรื่อย ๆ จากการลงสนามเป็นตัวจริงถึง 11 เกมให้กับ Newcastle United ก่อนที่จะพบเหตุการณ์อันไม่คาดฝัน เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงทำให้เขาต้องจำใจปิดฉากฤดูกาลลงเร็วกว่าคนอื่น ๆ แต่เนื่องจากที่เขาเป็นนักเตะที่มีศักยภาพสูงและมีอายุน้อย สามารถพัฒนากลายไปเป็นนักเตะระดับดาวรุ่งของวงการได้ไม่ยาก จึงทำให้เป็นที่ต้องการสูง โดยสาเหตุที่ Man U ต้องออกล่าตัวนักเตะจำนวนมากเช่นนี้ เพราะพวกเขากำลังอยู่ในช่วงสร้างทีมขึ้นมาใหม่ โดยจะเน้นไปที่ผู้เล่นอายุน้อยเพื่อนำมาฟูมฟัก และพยายามเลี่ยงการซื้อนักเตะค่าตัวแพงเหมือนในอดีต ซึ่งจากการเจรจาจะซื้อตัวนักเตะรายนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยดูกันไปก่อน แต่ Manchester United ก็มั่นใจว่าจะต้องได้ตัวนักเตะรายนี้แน่นอน

ถึงไม่น่าเชื่อ แต่มันคือเรื่องจริง ! สถิติชี้แนวรุก Manchester United ห่วยแตกกว่า ‘Bebé’

เล่นเอาแฟนบอลปีศาจแดงต่างตะลึงไปตาม ๆ กัน เมื่อสถิติเผยว่า Bebé นักเล่นผู้ถูกปรามาส มีจำนวนตัวเลขดีกว่าบรรดาแนวรุก Manchester United ในชุดนี้ทุกคน !! ‘Bebé’ อดีตปีกแห่งดินแดนฝอยทอง ที่เหล่าแฟนบอลปีศาจแดงไม่ค่อยปลื้ม และต่างยกให้เป็นหนึ่งใน ‘Dealยอดแย่’ โดยเขาสร้างผลงานในสีชุดของ Man U ดีกว่าผู้เล่นแนวรุกในชุดนี้เสียอีก !

Bebéนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ที่สร้างผลงานได้ดีขึ้น

โดย Manchester United สร้างกระแสฮือฮาจากทุกฝ่าย ด้วยการดึง ‘Bebé’ มาจาก Vitoria Guimaraes ในโปรตุเกสด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ หากแต่กลับสร้างความผิดหวังเพราะโชว์ฟอร์มได้ไม่สมน้ำเงิน เขาจึงถูกปล่อยตัวออกไปอย่างถาวร ไม่มีหวนกลับ ในปี ค.ศ.2014 แต่ถึงกระนั้นก็ตามปีกผู้ทอดทิ้งรายนี้สามารถยิงไปได้ถึง 4 ประตู ! จาก 334 นาทีที่ลงเล่นให้กับปีศาจแดง ซึ่งเมื่อนำมาคิดเป็นจำนวนเฉลี่ยแล้ว ‘Bebé’ จะยิงประตูได้ทุก ๆ 167 นาที ทำให้มีผลงานดีกว่าบรรดาแนวรุกปีศาจแดงในชุดนี้เลยทีเดียว จึงทำให้หลายคนรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก

สถิติของแนวรุกของสมาชิก Manchester United เมื่อเทียบกับ ‘Bebé

  • Bebé – 167 นาที
  • Anthony Martial – 177 นาที
  • Romelu Lukaku – 178 นาที
  • Marcus Rashford – 236 นาที
  • Lexis Sánchez – 542 นาที

เมื่อเจอแบบนี้เข้าไปทำให้บรรดาแนวรุก Manchester United ต้องถึงกับกุมขมับแล้วว่าฟอร์มการเล่นของพวกเขา ดีพอกับปีศาจแดงแล้วหรือยัง เนื่องจากฟอร์มยังสู้แข้งซึ่งถูกตราหน้าและปรามาสจากผู้คนจำนวนมาก ว่าเป็นหนึ่งใน Deal ยอดแย่ไม่ได้เลย

หรือ ‘Bebéอาจโดนปรามาสเกินจริง

จากชายที่ถูกพ่อแม่ทิ้งในตอนเด็ก และได้ย่าเลี้ยงจนเจริญเติบโตขึ้นมา จนมีโอกาสได้เล่นฟุตบอล ให้กับ Estera รับค่าเหนื่อยปีละ 10,000 ปอนด์ สุดท้ายเล่นสร้างผลงานไม่ดีสโมสรเร่ขาย หากแต่ ‘Bebé’ ก็ได้ Victoria Guimares จับมาเซ็นสัญญาร่วมทีม หากแต่ยังไม่ทันได้เล่นเกมอย่างเป็นทางการหากแต่ Man U ได้ติดต่อซื้อตัวมา ด้วยมูลค่า 7.4 ล้าน นอกจากนี้ได้ลงสนามเพียงแค่ 2 นัดใน Premier league แต่ได้ชูถ้วย Premier league พร้อมกับเพื่อน ๆ แล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเขาได้ไป SL Benfica เล่นในลีกบ้านเกิดได้ลงสำรองเพียงแค่ 25 นาที และแค่ในนัดเดียวเท่านั้น สามารถคว้าแชมป์ลีกโปรตุเกสทันที น่าตื่นตะลึงมาก ! หรือเขาคือชายผู้มากับดวงอันแข็งแกร่ง เพราะบางคนเล่นให้ทีมบ้านเกิด 500 กว่านัดยังไม่เคยจะได้แชมป์ลีกเลย ! แต่ ‘Bebé’ เล่นไป 25 นาทีกลับได้แชมป์ ! ไป นอกจากนี้ยังได้ลงบอลถ้วย รวมทั้งอื่น ๆ อีก 5 นัด แถมได้แชมป์บอลถ้วยโปรตุเกสมาอีก สุดยอดไหมล่ะ

และด้วยการทำสถิติที่คาดไม่ถึงนี่เอง ทำให้ต้องหันมาพิจารณา Bebe กันใหม่อีกครั้ง ซึ่งเขาอาจจะเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองมาเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป

ประจวบ พร้อมเต็มที่พร้อมรับ สิงห์ เชียงราย มาเยือน ในรายการ Thai league 2019

ประจวบ FC พร้อมอ้าแขนรับ สิงห์ เชียงราย มาเยือนในเกม Toyota Thai league 2019 ก่อนที่จะเชิญชวนแฟน ๆ เข้ามาเชียร์ให้เต็มสนาม ‘ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล’ โค้ชผู้ฝึกสอนของ ประจวบ FC ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ‘การเล่นในบ้าน หลังจากที่ทีมได้พักผ่อน 2 สัปดาห์ หลังจากที่แพ้มา 2 เกมติด ทำให้อาจมีนักเตะบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็กำลังเร่งปรับทีมให้มีความพร้อมมากขึ้น’ เพื่อเตรียมรับมือในการแข่งขันฟุตบอลครั้งต่อไป

โค้ชเองก็มีความมั่นใจและอยากเชิญมาเชียร์ PT ประจวบ

‘เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเชิญชวนแฟนบอล PT ประจวบ ให้เข้ามาเชียร์นักกีฬาและทีมงานให้มากที่สุด ไม่ว่าจะในเกมนี้ หรือเกมต่อ ๆ ไป เพราะที่ผ่านมาทีมของเราก็อัดแน่นไปด้วยแฟนบอลเยอะมาตลอด ทำให้มีความคาดหวังว่าอยากให้บรรยากาศแบบนั้นอยู่ต่อไป’

ส่วนในเรื่องของความคาดหวังในปี 2019 นี้ โค้ชก็ได้กล่าวว่า ‘ในปีที่แล้ว อาจต้องเจอกับปัญหาในการมาเยือนไทยอยู่บ้าง หากแต่ปีนี้ทีมที่จะมาเยือนไทยก็ได้มีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น สำหรับปีที่แล้วเขาอาจมองว่าเราเป็นทีมน้องใหม่ แต่สำหรับในปีนี้ ทุกทีมที่จะเดินทางมา ต้องมีการเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี’ ทั้งนี้ทางทีมชาติไทยก็เตรียมพร้อมรับมือด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องของการซื้อขายนักเตะ โค้ชก็ได้บอกว่า ‘ยังคงมีการซื้อขายนักเตะอยู่เช่นเดิม แต่ก็ต้องรอการตัดสินใจจากผู้บริการของทีมอีกที หากแต่ก็คิดว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมากมาย เพราะค่อนข้างลงตัวอยู่แล้ว โดยเราอาจมีการปรับบางตำแหน่งเพื่อนำเข้ามาเติมเต็มจุดที่อ่อนแอในทีม ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้เราก็มีการเปลี่ยนแปลงการเล่นในทุก ๆ เกมอยู่แล้ว เพื่อให้เป็นไปตามคู่แข่งที่เจอ หากแต่สำหรับเกมนัดนี้เราก็ยังคงมีผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งติดโทษแบนอยู่ด้วย เราจึงปรับเปลี่ยนมองรูปเกมในอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับเกมที่ผ่านมา สำหรับเกมกับ Bangkok ที่เราเล่นในบ้าน เราเองก็ยอมรับว่า พยายามเปิดเกมรุกมากเกินไป จนครึ่งหลังเราก็ดันพลาดท่ามาเสียประตูจนได้ ทำให้ในเกมต่อไปต้องเพิ่มความรัดกุมมากขึ้น’

ทางด้าน ‘ชินภัทร ลีเอาะ’ กองหลังของ สิงห์ เชียงราย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ‘ตอนนี้ก็มีพร้อม 100% ครับ ทางเราก็เพิ่งผ่านเกมมาไม่นาน และทางโค้ชเองก็ไม่ได้มีการเพิ่มเกมรับอะไรมาก เนื่องจากนักแตะต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร สุดท้ายแล้วผมอยากก็ให้แฟน ๆ จากทั้ง 2 ทีม เข้ามาชมกันเยอะ ๆ นะครับ’

ซึ่งก็ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าการแข่งขันครั้งนี้ทีมฟุตบอลไทยของเราจะสามารถคว้าชัยชนะไว้ได้หรือไม่ โดยขอให้แฟนบอลทุกคนมาร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจในนัดต่อไปในรายการ Toyota Thai league 2019 กันด้วย

เหลือเชื่อ ! ฟุตบอล ‘ทีมชาติไทย’ แพ้แม้ ‘อินเดีย’

เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ที่ประเทศซึ่งตีคริกเก็ตเป็นกีฬาหลักอย่าง ‘อินเดีย’ จะบุกมาจัดการ ‘ทีมชาติไทย’ ได้ถึงบ้านในรายการ King Cup 2019 ยิ่งสะท้อนให้เห็นการเล่นของศึกช้างศึกไทยในยุคนี้ และยิ่งถ้านับรวมความพ่ายแพ้ต่ออินเดีย 4-1 ก่อนหน้านี้ในศึก Asian Cup รวมถึงการแพ้คู่แข่งตลอดกาลอย่างเวียดนาม แบบเละคาบ้านก็ยิ่งกลายมาเป็นเครื่องตอกย้ำความย่ำแย่ของทีมชาติไทย ให้บาดลึกเข้าไปอีก คำถามสำคัญคือ อะไรที่พาทีมไทยมาถึงจุดนี้ได้ ?

รับไม่ได้

ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน ที่ทีมชาติไทย สามารถดำเนินไปได้ดีในยุคของ ‘โค้ช ซิโก้ เกียรติศักดิ์’ ที่เขาสามารถพาทีมผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกรอบ 12 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ก็มาพ่ายแพ้ให้กับซาอุดิอาระเบียถึง 3-0 อีกทั้งยังบุกไปแพ้ญี่ปุ่น 4-0 ทำให้ ‘พล.ต.อ.สมยศ’ นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยรับไม่ได้ ทำให้โค้ชซิโก้ประกาศสละตำแหน่ง และจากจุดนี้นี่เองที่ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงทางครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทย และเกิดการพ่ายแพ้อย่างที่เห็น

เลือกโค้ชแบบไม่ใส่ใจ

เมื่อตำแหน่งว่าง สมาคมเลือกใช้วิธีเปิดรับสมัครแบบไร้การวางแผน ทำให้กุนซือว่างงานจากทั่วโลก เดินทางมาสมัครกันมาก แต่คนที่ไปโดนใจประธานฝ่าย คือ ‘มิโลวาน ราเยวัช’ กุนซือชาวเซอร์เบียมีดีกรี เพราะเคยพา Ghana เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันฟุตบอลโลก

‘มิโลวาน ราเยวัช’ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง

‘มิโลวาน ราเยวัช’ สั่งให้นักเตะทั้งทีมลงไปกองแถวหน้าประตูตัวเอง แต่สุดท้ายก็แพ้แม้ว่าจะเสียประตูไม่ค่อยมากก็ตาม ซึ่งต่อมา ราเยวัช ได้ต่อสัญญาทำให้เขารับเงินก้อนใหญ่ตอนโดนไล่ออก สำหรับสาเหตุของการออกของ ราเยวัช คือ การทำให้ทีมไทยตกรอบตัดเชือกศึก AFF Suzuki Cup 2018 โดน อินเดีย ถล่มอย่างยับเยิน 4-1 ทำให้เขาโดนปลดกลางอากาศในทันที

ยังไม่เห็นความหวังใหม่

การมารับงานอย่างกะทันหันของ ‘โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์’ ทำให้ทีมชาติไทยยังดี ๆ ทรุด ๆ ถึงแม้เขาจะสามารถพาทีมเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายใน Asian Cup หากแต่ความพ่ายแพ้อย่างน่าอดสู แก่ทั้ง อินเดีย และ เวียดนาม ก็ทำให้อนาคตของทีมไทยดูมืดมนลงไปกว่าเดิม นอกจากนี้อีกปัจจัยหนึ่ง คือ การพัฒนาตัวเองอย่างเต็มฝีเท้าของ เวียดนาม คู่แข่งเพื่อนบ้านซึ่งสามารถทำผลงานได้ดีในเวทีระดับ ASIA ราวกับดาวที่กำลังจะระเบิดแสง ส่งผลให้แน่นอนว่า หลังจากนี้จะทำให้ ทีมชาติไทยต้องประสบพบเจอกับความกดดันอย่างแน่นอน

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าทีมชาติไทยกำลังเจอกับปัญหาหนัก ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถพลิกเกมกลับขึ้นมาคว้าชัยชนะได้อีกหรือไม่ อย่างไรก็ต้องจับตามองกันต่อไป โดยเชื่อว่าถ้าทุกคนมุ่งมั่นและตั้งใจสู้กับการแข่งขันฟุตบอลจริง ๆ ก็ยังพอมีหวังอย่างแน่นอน

นักแตะตะกร้อทีมชาติไทย ไล่ต้อนคู่แข่งกวาดแชมป์ ‘ตะกร้อ Asian Championships 2019’

กองทัพนักตะกร้อ ทีมชาติไทยทั้งชาย – หญิง เดินหน้าเต็มกำลังกวาดแชมป์ ‘ตะกร้อ Asian Championships 2019’ ณ เมือง Kunming สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนักกีฬาชาย สามารถปราบคู่แข่งตลอดกาลอย่างทัพมาเลเซียไปได้ ทางด้านทีมหญิงแกร่ง ก็โค่นเมียนมาร์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากทีเดียว

กองทัพตะกร้อไทยเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมคว้าชัยชนะมาฝากประเทศ

การแข่งขันเซปักตะกร้อ ในรายการ ‘Asian Championships 2019’ วันที่ 10-14 มิถุนายน 2019 โดยสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาร่วมศึกทั้งชายและหญิง

โดยวันที่ 12 มิถุนายน การแข่งขันในประเภททีมเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ เริ่มจากผลงานของฝ่ายหญิง สำหรับรอบชิงชนะเลิศพวกเธอได้เข้าไปปะทะกับ เมียนมาร์ รูปเกมตะกร้อของสาวไทยเป็นฝ่ายที่สามารถเล่นได้อย่างแพรวพราวกว่า โดยเอาชนะ เมียนมาร์ ไปอย่างขาดลอย ด้วยคะแนน 2-0, จึงสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างสวยงาม ส่วนทางด้านฝ่ายชาย พวกเขาผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับ มาเลเซีย คู่ปรับตลอดกาล โดยทีมตะกร้อไทยก็เล่นกันอย่างเต็มที่อย่างเคย โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะไปอย่างสบาย ๆ ด้วยคะแนน 2-0 เซต, โดยคะแนนในแต่ละเซตที่เอาชนะได้คือ 21-10 และ 21-13 ซึ่งคว้าตำแหน่งแชมป์มาครองได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่านักกีฬาตะกร้อทั้งหญิงและชายต่างก็ทำอย่างเต็มที่มาก

ตะกร้อหญิงทีมชาติไทย หญิงแกร่งแห่งแดนสยาม

ตะกร้อหญิงทีมชาติไทย สร้างความภูมิใจอันเปี่ยมล้นให้แก่แดนสยาม เพราะสามารถสร้างผลงานไปได้ถึง 100% กวาดแชมป์ ศึก ตะกร้อ Asian Championships 2019 ณ เมือง Kunming ทางด้านทีมชายคว้าแชมป์ทีมเดี่ยวไปได้เช่นเดียวกัน ส่วนตะกร้อคู่สุดท้ายอยู่ในอันดับ 5 หลังตกรอบแรก การแข่งขันเซปัก ‘ตะกร้อ Asian Championships 2019’ ‘Chana Open’ ครั้งที่ 2 ในวันศุกร์ ที่ 14 มิถุนายน 2019 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการแข่งขัน สำหรับวันสุดท้าย ของการจับตามองอยู่ที่ตะกร้อคู่หญิง รอบชิงชนะเลิศ โดยรายชื่อของนักตะกร้อหญิงที่รวมพลังกันคว้าแชมป์ทีมเดี่ยวหญิง ได้แก่…

  • สมฤดี ปรือปรัก
  • มัสยา ดวงศรี
  • ศศิวิมล จันทสิทธิ์

โดยผลการแข่งขัน ทีมตะกร้อคู่สาวไทย สามารถไล่ต้อนเอาชนะเมียนมาไปได้อย่างสบาย ๆ 2-0 เซต, โดยมีคะแนนในแต่ละเซตคือ 21-7, 21-8 จึงได้แชมป์ไปครองอีกเช่นเคย ซึ่งก็สรุปได้ว่า ‘Asian Championships 2019’ ทีมตะกร้อสาวไทยสามารถคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด

ทางด้านทีมตะกร้อคู่ไทยที่พลิกล็อค พ่ายให้แก่เวียดนาม 1-2 เซต จนทำให้ตกรอบแรกไป และพ่ายให้แก่ฟิลิปปินส์ 0-2 เซต จนกระทั่งทำให้หล่นลงไปเล่นใน Division 2 หากแต่สุดท้ายก็สามารถเอาชนะอินเดียมาได้ รวมทั้งชนะอิหร่านในรอบชิงชนะเลิศ จึงทำให้จบ Tournament นี้ด้วยอันดับที่ 5 หากแต่ในประเภททีมเดี่ยวชายก็ยังคว้าแชมป์ได้ อย่างไรก็ตามการแข่งขันในครั้งนี้ก็สร้างความน่ายินดีให้กับไทยได้เป็นอย่างมากและคาดว่าในการแข่งขันครั้งต่อ ๆ ไป ทีมตะกร้อทั้งชายหญิงของไทยเราก็จะสามารถคว้าชัยชนะมาได้อีกแน่นอน

ต้องทำใจอย่างไร เมื่อต้องสูญเสียคนที่รักไป

เรื่องที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมได้ เพียงแต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะอยู่กับมันอย่างไร เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไรเพื่อให้สามารถผ่านพ้นมันไปได้และเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

  1. ยอมรับความจริงให้ได้ ความจริงยังไงก็คือความจริง เราไม่สามารถควบคุมความคิด ความรู้สึกของคนอื่นได้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือเกิดขึ้นแล้ว การต่อต้านความจริง การพยายามปฏิเสธความจริงจะทำให้กระบวนการเยียวยาจิตใจของเราเองใช้ระยะเวลานานขึ้น เหมือนเวลาที่รถเราเสีย เช่น ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงว่ารถเราเสีย เราย่อมไม่เอารถเราไปซ่อมที่ร้านซ่อมรถ ปัญหาก็จะไม่ได้รับการแก้ไข รถเราก็จะเสียอยู่อย่างนั้นยิ่งใช้รถที่เสียต่อไปรถก็ยิ่งจะเสื่อมเร็วมากขึ้น
  2. ยอมรับว่าความเจ็บปวดมันจะไม่หายไปภายในพริบตา หนึ่งในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อหลาย ๆ คนอกหักคือ เขาต้องการให้ความเจ็บปวดที่ตัวเองได้รับหายไปในทันที ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่สามารถเป็นอย่างนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีเวลาของมัน เหมือนเวลาที่เราโดนมีดบาดนิ้วแผลไม่สามารถหายไปได้ในพริบตา แผลไม่สามารถหายได้ใน 1 นาที พอเป็นเรื่องเจ็บปวดทางกายเราเข้าใจได้พอเป็นเรื่องเจ็บปวดทางใจหลายคนไม่ได้ตระหนักในข้อนี้และโฟกัสอยู่ที่ความเจ็บปวดที่ตัวเองได้รับ
  3. เขียนทุกย่างที่ตัวเองรู้สึกลงในสมุด ย้ำว่าเป็นสมุด ช่วงเวลานี้เราต้องยอมรับก่อนว่าอารมณ์ของเราอยู่เหนือเหตุผล การโพสข้อความด่าทอคนที่เคยรักเพื่อให้คนในสังคมโซเชียลมาร่วมประณามเค้าไม่ได้บอกว่าเค้าเป็นคนอย่างไร แต่บอกว่าเราเป็นคนอย่างไร หลายครั้งที่เราเองเมื่อพูดหรือโพสข้อความไปตามอารมณ์ก็มาเสียใจทีหลัง ตอนนี้เราต้องรู้ตัวเองว่าอารมณ์ของเรามันความเข้มข้นสูงและพุ่งสูงมาก การเขียนระบายความในใจของตัวเองในสมุดจดแล้วเอาไปขยำทิ้งหรือเผาทิ้งทำให้สบายใจขึ้นได้ในแง่ของจิตวิทยา เหมือนกับว่าเราได้ทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นและเผาความรู้สึกเหล่านั้นทิ้งไป
  4. ตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์นี้สอนอะไรเราบ้าง หลายคนเคยกล่าวไว้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นเรื่องดีเสมอ หน้าที่ของเราคือ หาให้เจอว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอนอะไรเราบ้าง เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์นี้ เราได้ค้นพบตัวตนของตัวเองในแง่มุมใดบ้างในความสัมพันธ์ที่ผ่านมา หากว่ามีบางอย่างที่เรามองข้ามไปหรือพลาดไปเช่นนั้นแล้วเราเรียนรู้มัน เราจะไม่ต้องทำผิดซ้ำสอง เราจะไม่ต้องเลือกคนรักที่มีนิสัยคล้าย ๆ คนรักเดิม เราจะสามารถก้าวผ่านได้อย่างภาคภูมิใจในตัวเอง
  5. สำรวจตัวเองว่าสามารถรับมือด้วยตัวเองได้หรือไม่ การจมอยู่กับความเศร้านานเกินไป คือมากกว่า 6 เดือนในแง่ของทางการแพทย์อาจจะนำไปสู่สภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้าได้ หากเราไม่สามารถก้าวผ่านได้ด้วยตัวเอง ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือนักจิตวิทยา เพราะหลาย ๆ ครั้งเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับเรา เรามักจะมองสิ่งเหล่านั้นและเหตุการณ์เหล่านั้นจากแค่มุมมองของเรา หากไปพบผู้เชี่ยวชาญอาจจะสามารถรับมือกับความรู้สึกตัวเองได้มากขึ้นและได้มุมมองใหม่ ๆ กลับมา

การรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์หรืออื่น ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับและอยู่กับความจริงให้ได้ ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ และการสร้างโลกอีกใบขึ้นมาหลอกตัวเองก็ไม่ Healthy ต่อสุขภาพจิตของเรา ทุกข้อที่กล่าวมาคือคำแนะนำง่าย ๆ ที่สามารถทำได้

ทำไมคนรักถึงนอกใจ เหตุผลอะไรที่ปันรักให้คนอื่น

เป็นเรื่องราวที่ผู้คนติดตามกันอย่างมากเมื่อมีดาราคนดังมีข่าวของการเลิกลาและการนอกใจเกิดขึ้น หรือแม้แต่เมื่อมีคู่รักทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงานนอกใจกัน ผู้คนต่างพากันตั้งข้อสงสัยมากมายพร้อมทั้งให้คำตัดสินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาดแม้ว่าตัวเองจะเป็นแค่คนนอกก็ตาม โดยลืมตระหนักไปว่าคนเราทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง การที่คนคนหนึ่งนอกใจคนรักหรือคู่ของตนไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เราจะเอามาตัดสินได้ว่าเขาเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ว่าเขาเป็นปีศาจที่คนในสังคมต้องร่วมกำจัดให้หมดไป โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่คนนอกใจกันโดยรวมมีดังต่อไปนี้

รู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่ด้วยกัน เมื่อเราตัดสินใจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบแฟนกับใครเป็นไปได้สูงมากว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งกันและกัน แต่หากว่าอยู่มาวันนึงความสัมพันธ์ที่ร่วมกันสร้างทำให้เรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งและรู้สึกแปลกแยก จึงทำให้คนที่รู้สึกแบบนี้ต้องการหาคนมาทำหน้าที่นี้แทน คือทำหน้าที่ที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่ง

รู้สึกว่าไม่เป็นที่รัก ปัญหาในข้อนี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักเราจริง ๆ แต่เนื่องจากว่าการแสดงออกว่ารักของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้การรับรู้ถึงความรักไม่เท่ากัน ผู้หญิงบางคนอาจจะรู้สึกได้รับความรักเมื่อแฟนคอยรับฟัง ให้กำลังใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องช่วยหาทางออกใด ๆ แต่ในขณะที่ผู้ชายบางคนพยายามเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทันทีโดยไม่ฟังให้อีกฝ่ายเล่าทั้งหมดที่อยาเล่าก่อน เพราะถือว่าการให้วิธีแก้ไขปัญหาคือวิธ๊แสดงออกถึงความรัก ดังนั้น เมื่อผู้หญิงเล่าเรื่องทุกข์ใจให้แฟนฟังแล้วแฟนเสนอวิธีแก้ไขปัญหาโดยทันทีแม้ว่าคนเล่าจะยังเล่าไม่จบ คนเล่าจะมีความรู้สึกว่าทำไมอีกฝ่ายไม่รับฟังบ้าง ไม่รับรู้ความรู้สึกของเราบ้าง ไม่รักเราแล้วหรอ ในขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าเราอุตส่าห์เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดให้แล้ว ทำไมไม่เห็นความรักที่เราแสดงออกไป ปัญหาในข้อนี้ไม่ใช่ว่าทั่งคู่ไม่รักกัน เพียงแต่แสดงออกถึงความรักไม่เหมือนกันและเข้าใจวิธีการแสดงออกถึงความรักแตกต่างกัน และสุดท้ายเรากล้าบอกว่ามันเป็นนิสัยและค่านิยมส่วนบุคคลนั่นแหละ

ทั้งนี้เหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดไม่อาจเป็นเหตุผลที่ครอบคลุมสำหรับทุกคู่รักที่เลิกราและทุกกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากในหนึ่งการกระทำ หนึ่งการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของคนคนหนึ่งมีเหตุผลล้านแปดที่คอยสนับสนุนความคิดของผู้กระทำ แต่หากเรามองด้วยเหตุผลที่ยกมาดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจและไม่ตัดสินบุคคลที่นอกใจคนรักตัวเอง จริงอยู่การนอกใจคนที่รักไม่ใช่เรื่องที่ดีและไม่ใช่เรื่องที่น่าสรรเสริญแต่การที่พยายามกำจัดคนนึงออกจากสังคม ให้ไม่มีที่ยืนในสังคมและไม่ให้สามรถใช้ชีวิตตามปกติตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานได้ เพราะเค้านอกใจแฟนตัวเองเป็นบทลงโทษที่โหดร้ายและบีบอัดมากเกินไป ทั้งนี้แม้ว่าเค้าจะทำพลาดแต่การให้อภัยและให้โอกาสคนคนนึงได้กลับตัวกลับใจทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น และการหยิบยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นมานำเสนอไม่ได้เป็นเพื่อยุยงส่งเสริมการนอกใจ เพียงแต่มีความคิดแวบขึ้นมาในหัวว่าอยากจะนอกใจแฟน ให้ทำความเข้าใจตัวเอง ยอมรับความจริง และหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คุณกำลังเสพติดความเจ็บปวดหรือเปล่า

แม้ว่าทุกคนจะกล่าวว่าอยากมีความสุขในชีวิต ความสุขคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตแต่ก็มีคนบางกลุ่มที่มันจะหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขได้เสมอ และมักจะเลือกมองเหตุการณ์ สถานการณ์และตัวบุคคลด้วยมุมมองที่หนักไปทางที่ทำให้หนักใจอยู่เสมอ บางคนถึงกลับไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ด้วยกลัวว่าถ้ามีความสุขมากเกินไป เรื่องร้ายจะตามมา

  1. คุณพยายามบอกตัวเองให้เข้าถึงสัจธรรมในชีวิตที่ว่า เกิดมาเพื่อใช้กรรม บางคนไม่เคยมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตได้เลย เช่น เวลาที่เจอคนขับแท็กซี่ใจดี น่ารัก เวลาที่ค้นพบอาหารอร่อยร้านใหม่ เวลาได้ลองเมนูใหม่ ๆ แล้วปรากฏว่าอร่อยมาก หรือเมื่อเจอน้องหมาน่ารัก ๆ ดุ๊กดิ๊ก โดยบังเอิญ หรือแจกันดอกไม้ในร้านกาแฟจัดไว้น่ารักมาก คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ในแต่ละวันเนื่องจากจิตใจโฟกัสอยู่แต่ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อใช้กรรม จึงทำให้ไปโฟกัสแต่เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากกว่าและเฝ้าบอกตัวเองว่าคงมีสักวันที่กรรมหมดไป
  2. คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง และโลกใบนี้มันโหดร้าย จริงอยู่ที่มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่แสดงออกถึงความรุนแรง และโหดร้ายทารุณ หากแต่นั่นก็ไม่ใช่กลุ่มเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีคนจี้ปล้น เอามีดแทงคนอื่นให้ได้รับบาดเจ็บ ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งยินดีที่จะบริจาคเลือด อวัยวะของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตคนที่ตัวเองไม่รู้จัก การพยายามจดจ่อมองแต่เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นและเอาแต่พร่ำบ่นว่าโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง คนที่มองโลกตามความเป็นจริงคือคนที่มีความสามารถในการมองเห็นทั้งเรื่องที่ดีและแย่ในเวลาเดียวกัน คือมีความสามารถในการมองเห็นได้อย่างรอบด้าน และจะยิ่งดีกว่านั้นถ้าเมื่อคุณมองเห็นทั้งสองด้านแล้ว คุณสามารถปล่อยวางได้
  3. คุณรู้สึกว่าถ้ามีความสุขหรือมีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากเกินไป เรื่องราวแย่ ๆ จะตามมา ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดี ๆ เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ดีกว่าจะไม่ตามมา ไม่มีอะไรการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดีเกิดขึ้น จะทำให้เรื่องแย่ตามมา การคิดแบบนี้ทำให้เป็นทุกข์ล่วงหน้าและไม่สามารถซึมซับประสบการณ์ความสุขที่อยู่ตรงหน้าได้
  4. คุณรู้สึกปัญหาครอบครัวหรือปัญหาส่วนตัวของคนดังคือปัญหาของคุณ แม้ว่าคุณจะพรีเซ้นงานได้ดีมากในวันนี้ แม้ว่าคุณจะมีความสุขดีอยู่กับเพื่อน คนรักและครอบครัว แต่เมื่อเข้าถึงข่าวสารเมื่อไหร่ก็ได้รับรู้ว่าเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ ของดาราดัง คุณพร้อมที่จะหัวร้อนได้เสมอ คุณเป็นทุกข์ เป็นเดือดเป็นร้อน การอ่านข่าวว่าดาราดังหลอกลวงคนรักของเขา คนนั้นนอกใจคนนี้ คนนี้ว่าคนนั้น คุณพร้อมซึมซับความรู้สึกคุกรุ่นในเนื้อหาข่าวที่สื่อนำเสนอออกมาเสมอ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกเราเท่าวิธีที่เราเลือกมองเรื่องราวเหล่านั้น ในเมื่อเรามีสิทธิที่จะเลือกว่าจะสุขหรือจะทุกข์ด้วยตัวเอง ทำไมเราไม่เลือกที่จะมองโลกในมุมที่ทำให้จิตใจเราสุข สงบ เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วพบว่าตัวเองมีแนวคิดที่ป้องกันตัวเองจากการมีความสุข คุณก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้เสมอ เพราะการมองโลกในแง่ดี การมีความสุขในทุก ๆ วันเป็นทักษะที่สามารถสร้างได้

ข้อเสียของการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป

พฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยพุ่งสูงมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน โดยช่วงอายุผู้ใช้งานมีตั้งแต่วัยอนุบาลถึงวัยผู้สูงอายุซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและรับรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวของคนที่ตัวเองเป็นเพื่อนหรือติดตาม ทุกคนในโลกออนไลน์ต่างแสดงตัวตนส่วนหนึ่งออกมาให้ผู้คนได้รับรู้และเป็นพยาน การเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวและกิจกรรมส่วนตัวที่ทำในโลกออนไลน์ถือเป็นเรื่องปกติ ผู้คนมักจะแชร์กิจกรรมที่ตัวเองประทับใจ ของที่ตัวเองซื้อมา รีวิวสินค้าต่างๆมากมาย ทั้งเครื่องสำอาง โทรศัพท์ อุปกรณ์ไอที กล้องถ่ายรูป จนหลายครั้งกลายเป็นการแข่งขันกันในหมู่เพื่อน หากสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและการรับรู้ความเคลื่อนไหวของคนอื่นในประชาชนไทยมีตัวเลขพุ่งสูงขนาดนี้ ปริมาณในการใช้สื่อสังคมออนไลน์จะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

  1. การเฝ้ามองคนในสื่อโซเชียลออนไลน์ บีบบังคับให้เราโฟกัสในสิ่งที่เราไม่มี ในกิจกรรมที่เราไม่ได้ทำ ในเสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่ ในปาร์ตี้ที่เราไม่ได้ไป มันเป็นการเฝ้ามองพฤติกรรมคนอื่นโดยนำมาซึ่งการเทียบเปรียบกับชีวิตตัวเองอย่างไม่รู้ตัว มันเป็นการโฟกัสในสิ่งที่เราขาด
  2. อาจจะตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ ก่อนที่อินเทอร์เน็ตจะถือกำเนิดขึ้น หากใครคนใดคนหนึ่งต้องการกลั่นแกล้งคนอื่น จะต้องทำต่อหน้าหรือออกแรงเพื่อกระทำบางอย่าง แต่ด้วยการเข้าถึงซึ่งกันและกันได้ง่ายขึ้น การกลั่นแกล้งเลยทำได้ง่ายขึ้นและแผ่วงกว้างได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพียงแค่ยกมือถือขึ้นมาก็สามารถโพสข้อความเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่นได้ทันที หลายครั้งผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตพิมพ์ด่าไล่ให้คนที่มีความคิดเห็นต่างจากตัวเองไปตาย แคปหน้าจอไปประจานเพื่อความสะใจและความขบขัน หากผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งไม่มีภูมิคุ้นกันที่ดีอาจจะนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้
  3. เกิดความหวาดกลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน ประโยคยอดฮิตที่พูดกันอย่างติดปากคือ เดี๋ยวตามเค้าไม่ทัน เดี๋ยวคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ทำให้หลายคนกระหายในการใช้โซเชียลมีเดีย มีโทรศัพท์ไว้ในมืออยู่ตลอดเวลา ติดตามทุกประเด็นร้อนในสังคม โดยปราศจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะรู้เรื่องราวทั้งหมดนั้นไปทำไม ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
  4. แสงสีฟ้าที่ส่องสว่างออกจากหน้าจอโทรศัพท์ทำให้กระจกตาเสื่อมเร็วขึ้น มองเห็นได้ไม่ชัด โดยมีสถิติว่าผู้ใช้งานอินเตอร์เนตส่วนใหญ่ยังใช้งานโทรศัพท์ก่อนนอนหลังจากที่ดับไฟในห้องแล้วซึ่งทำให้กระจกตาได้รับผลกระทบ ทั้งผู้เชี่ยวชาญเองออกมาบอกว่ายังไม่มีทางรักษากระจกตาเสื่อมที่เกิดจากแสงสีฟ้าได้
  5. เกิดความคาดหวังที่ไม่ยึดตามหลักความจริงทั้งในเรื่องของความสัมพันธ์และการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เมื่อเป็นสื่อโซเชียลทุกคนที่มีสิทธิเข้าถึงย้อมมีสิทธิในการคัดเลือกเรื่องราวที่ตัวเองอยากนำเสนอ ซึ่งมันคือมุมๆ หนึ่งเท่านั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักจะหันด้านที่ดีที่สุด มีความสุขที่สุด น่าอิจฉาที่สุด หรือแม้กระทั่งน่าสงสารที่สุด น่าเห็นใจที่สุดออกสู่สังคมโซเชียลเสมอ ทั้งไม่ว่าจะค้นหาอะไรในอินเทอร์เน็ต ก็จะมีคนที่เก่งมากๆ เต็มไปหมด การใช้เวลาติดตามเรื่องราวเหล่านั้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานและสม่ำเสมอ ทำให้เกิดภาพว่าเรื่องราวทุกอย่างจะต้องที่สุด จะต้องเยอะ จะต้องมากมาย

แม้ว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจะทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากขึ้น ทำให้รับรู้ข่าวสารได้ทันท่วงทีและสามารถติดต่อกับเพื่อน ครอบครัวและคนรักที่อยู่ห่างไกลกันได้ แต่ไม่ว่าสิ่งใดหากใช้ในแง่ของปริมาณที่มากเกินไปย่อมมีข้อเสียต่อผู้ใช้งานตามมาเสมอ การสังเกตพฤติกรรมการใช้งานของตัวเองและรู้เท่าทันข้อเสียของสิ่งที่ตัวเองใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวันย่อมดีกว่า

สิ่งที่ผู้หญิงต้องสร้างเองก่อนมีแฟน

เมื่อเราจะรับอะไรก็ตามเข้ามาในชีวิต เราต้องรู้เสมอว่าตัวเองมีความพร้อมในการรับสิ่งๆนั้นหรือคนๆนั้นเข้ามาในชีวิตแล้วหรือไม่ การสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเวลาที่เราต้องการค้นหาเส้นทางในแผนที่ เราต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใคร เราเดินทางด้วยพาหนะอะไร แล้วเราจะไปที่ไหน เราไปทำไม จึงจะสามารถเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายได้ การมีแฟนหรือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นในชีวิตก็เป็นเหมือนกัน โดยเราสามารถสำรวจตัวเองได้อย่างง่ายๆดังนี้

  1. คุณชอบร่างกายตัวเองไหม หลายๆคนเมื่อมองในกระจกก็เห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง อ้วนเกินไป ขาใหญ่เกินไป สิวเยอะเกินไป หน้ามันเกินไป ไม่สวยเหมือนคนอื่น ไม่น่ารักเหมือนคนอื่น จริงอยู่การที่เรามองเห็นตัวเอง เราจะต้องมองเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย หากแต่การมองเห็นแต่ข้อดีจะทำให้เราหลงตัวเองเกินไป การมองเห็นแต่ข้อเสียทำให้เราไม่มีความสุขในการเห็นตัวเอง ไม่รักตัวเองและเอาแต่เฝ้ามองผู้หญิงคนอื่นด้วยความอิจฉา และในบางครั้งหากเรารักใครเราอาจจะเผลอต้องการมัดใจเขาไว้ด้วยความสวยภายนอก ทำให้ต้องทำหน้าเพิ่ม ทำให้ต้องทำจมูกเพิ่ม ทำให้ต้องทำหน้าอกเพิ่ม ต้องทำหลายอย่างมาก หากทำไปเพราะความต้องการส่วนตัวและเหตุผลส่วนตัวของตัวเองจริงๆ อันนี้คือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่มีใครสามารถก้าวก่ายได้ แต่หากทำไปเพื่อต้องการมัดใจใครอีกคนให้รักเราตลอดไป พอรู้ตัวอีกที เราก็สูญเสียความเป็นตัวเองไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือความเป็นตัวเองอยู่เลย เมื่อเวลานั้นมาถึง เราอาจจะเสียใจที่สุดก็ได้
  2. คุณรักและให้เกียรติตัวเองไหม กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างแพร่หลายว่าให้รักตัวเอง ให้เคารพตัวเอง สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรก่อนที่เราจะตกลงเป็นแฟนกับใคร หากเราไม่รักตัวเองมากพอ เราจะไม่สังเกตเห็นเมื่ออีกคนในความสัมพันธ์พูดหรือทำบางอย่างที่บ่งบอกได้ทันทีว่านี่คือไม่รัก นี่คือไม่ให้เกียรติ หรือในบางคนหากรักตัวเองไม่มากพอ เมื่ออีกคนในความสัมพันธ์ทำร้ายเรา ไม่ว่าจะด้วยในเรื่องของ วาจาหรือการกระทำ เราจะยอมทั้งหมดหรือในบางกรณีบางคนไม่รักตัวเองถึงแม้กระทั่งว่าทำร้ายร่างกายตัวเองเพื่อฉุดรั้งให้อีกคนยังอยู่กับเราเหมือนเดิม หากเรารักตัวเองมากพอ เราจะสามารถเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเราแม้ว่าจะยังรักเขาอยู่ เราจะสามารถกลับมายืนด้วยขาของตัวเองได้อีกครั้งอย่างมีเกียรติในตัวเอง
  3. คุณค่าของเราอยู่ตรงไหน การเห็นว่าคุณค่าของตัวเองคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่นักจิตบำบัดจะแนะนำให้คุณค่าในตัวเองของเราคือ นามธรรม เช่น ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ จิตใจที่เอื้ออาทร หากสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าของเรา นับวันคุณค่าเหล่านี้จะยิ่งทรงคุณค่า นับวันจะยิ่งยกระดับจิตใจเราให้สูงขึ้นได้ หากคุณค่าเราอยู่ที่รูปธรรม เช่น ต้องหน้าไม่มีริ้วรอยถึงจะมีคุณค่าในตัวเอง เราจะเกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น เพราะยิ่งกาลเวลาผ่านไป เราแก่ตัวลง ริ้วรอยก็จะมากขึ้นจึงทำให้คุณค่าในตัวเราลดลง เกิดค่าใช้จ่ายความทุกข์และความกระวนกระวายที่ไม่จำเป็นตามมา
  4. เราสามารถสร้างคุณค่าในตัวเราด้วยตัวของเราเองได้หรือไม่ การคาดหวังว่าอีกคนที่เข้ามาในชีวิตเราจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น จะทำให้เรามีค่ามากขึ้นเป็นความคาดหวังที่สูงไปและเป็นความคาดหวังที่มีแต่จะทำร้ายตัวเอง คุณค่าในตัวเราคือคุณค่าที่เราสามรถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมีใครรักเราหรือไม่ ไม่ว่าใครจะคิดหรือพูดอย่างไรกับเราแต่คุณค่าในตัวเราจะยังคงอยู่ จะไม่มีใครมาพรากคุณค่าในตัวเราออกไปจากเราได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาคุณค่าของตัวเราไปผูกติดกับคนอื่น วันใดก็ตามที่เขาหายไปคุณค่าในตัวเราจะหายไปด้วย เพราะในทุกความสัมพันธ์มีวันหมดอายุ อย่างน้อยที่สุดเราก็ตายจากกัน
  5. เราต้องการสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ต้องขอบคุณนักเรียกร้องสิทธิหลายๆกลุ่มที่ทำให้ผู้หญิงมีความสามารถในการหาเลี้ยงดูตัวเอง มีสิทธิในการเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษา และโลกอินเทอร์เน็ตที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น ทำให้การประกอบอาชีพสำหรับผู้หญิงง่ายขึ้นและเรายังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราต้องการให้อีกคนซัพพอร์ตเราได้เรื่องของการเงิน เราจะขาดสภาวะคล่องตัวและไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำอะไรก็ต้องขออนุญาติก่อนเสมอ ความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ทั้งสองฝ่ายควรจะเท่าเทียมกันแปรเปลี่ยนการเป็นความสัมพันธ์แบบผู้คุมกับนักโทษ ที่ไม่ว่าอยากได้อะไร อยากซื้ออะไร อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องได้รับการอนุมัติจากอีกคนเสมอ ผู้หญิงหลายคนยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันไปมา ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ เพียงเพราะว่าไม่สามารถหางานทำได้ ไม่สามารถแยกตัวออกมาและเลี้ยงดูตัวเองได้ การแบมือขอเงินของคนอื่นโดยไม่คิดลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองคือการทำร้ายตัวเองในระยะยาว

สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดคือชุดความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง คือการมองโลกในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะสามารถนำไปปรับใช้และเหมาะสมกับตัวคุณและความสัมพันธ์ของคุณได้มากน้อยแค่ไหน มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้