“ขยะพิษ” เข้าไทยของนายทุนต่างชาติกับค่าตอบแทนมหาศาลแต่ชาวบ้านรับผลกระทบเต็ม ๆ

                เมื่อพูดถึงขยะพิษหลายคนอาจคิดถึงขยะจำพวกสารเคมีเช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งสารเคมีจากโรงงาน แต่ในปัจจุบันขยะพิษนั้นยังมีชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ร่วมด้วย ซึ่งขยะพิษดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีราคาสูงโดยเฉพาะการรับซื้อเป็นจำนวนมากจากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทต่างชาติมองเห็นถึงผลกำไรจากขยะราคาสูงที่สามารถนำมาขายต่อได้

การรับซื้อขยะทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากนั้นจะต้องถูกส่งต่อมายังประเทศปลายทางเพื่อทำการแยกชิ้นส่วน และส่งขายต่อไปอีกทีหนึ่งตามประเภท โดยการแยกชิ้นส่วนต้องทำด้วยมือจากแรงงานคน ส่งผลให้สารพิษสามารถเข้าสู่ร่างกายของแรงงานเหล่านั้นได้โดยง่าย อีกทั้งชิ้นส่วนของขยะบางส่วนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะต้องถูกทำลายหรือปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติส่งผลให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวประเทศไทยได้รายงานว่าค้นพบโรงงานแยกขยะขนาดใหญ่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งภายในโรงงานนั้นเต็มไปด้วยชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังถูกคัดแยกโดยคนงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยขยะพิษเหล่านี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนจากแผงวงจร โทรศัพท์มือถือ แบตเตอร์รี่และซีพียูจากคอมพิวเตอร์ ทางกรมมลพิษได้วัดค่าสารพิษพบว่าเกินกว่ามาตรฐานกำหนด สามารถส่งผลร้ายต่อร่างกายของผู้สูดดมให้พัฒนาไปถึงการเป็นมะเร็งได้ จากการสอบถามชาวบ้านโดยรอบพบว่าประสบกับปัญหาการสูดดมกลิ่มเหม็นจากการเผาสารเคมีของโรงงานแห่งนี้จนไม่สามารถเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ได้เพราะกลัวว่าจะเป็นอันตรายต่อเด็ก ๆ และผู้สูงอายุภายในบ้าน ซึ่งชาวบ้านได้ระบุอีกว่าตนได้ทำการร้องเรียนและยื่นเรื่องต่อตำรวจจากสน.ใกล้เคียงแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากตำรวจตรวจได้แค่รอบโรงงานเท่านั้นไม่สามารถเข้าไปภายในได้

จนกระทั่งชาวบ้านทนมลพิษที่ต้องเผชิญทุกวันไม่ได้ จึงนำน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงส่งให้ห้องแล็ปเอกชนตรวจและพบว่าน้ำนั้นมีค่าตะกั่วและสารพิษอื่น ๆ เกินกว่าค่ามาตรฐาน หลังจากนั้นชาวบ้านจึงนำหลักฐานทั้งหมดที่รวบรวมไว้ได้ส่งให้กรมมลพิษขอหมายศาลเข้าตรวจโรงงานแห่งนี้และพบว่าเจ้าของโรงงานเป็นคนไต้หวันที่รับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกมาพักไว้เพื่อแยกชิ้นส่วนที่ไทยโดยผ่านการขนส่งทางเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งได้ให้การเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ขนส่งว่าเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จนสามารถผ่านการตรวจสอบเข้ามาได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นพิษเหล่านี้ก็คือสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนโดยรอบที่ต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมและอากาศที่เป็นพิษทำให้เกิดโรคเรื้อรังที่รักษาเป็นเวลานานก็ยังไม่หาย ดังนั้นเมื่อหน่วยงานทางภาครัฐได้รับการร้องเรียนเรื่องมลพิษจากชาวบ้านก็ควรเข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้มลพิษเหล่านั้นลุกลามเป็นวงกว้างจนคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก

 

เมื่อทั่วโลกต้องประสบภาวะอุทกภัยฉับพลัน ธรรมชาติลงโทษหรือแค่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ?

เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่คาดไม่ถึง ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อุทกภัยที่ปะทะมาแบบฉับพลันทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อหลาย ๆ ประเทศ การเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ทำเอาคนส่วนใหญ่ประเมินกันไปว่าอาจจะเป็นการลงโทษของธรรมชาติต่อมวลมนุษยชาติ ในขณะที่บางคนคิดว่าเป็นเพียงฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น ซึ่งหลายประเทศต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมกะทันหันจนไม่ทันตั้งตัว ทำให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้มีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่าเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เมืองอังการา ประเทศตุรกี โดยมีการเผยแพร่คลิปรถยนต์ร่วมร้อยคันถูกกระแสน้ำพัดพาไปกองรวมกัน และที่สำคัญรถยนต์บางคันยังมีคนอยู่ในนั้นทำให้เกิดภาพการพยายามหนีออกจากรถเพื่อเอาชีวิตรอดกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการที่มีฝนตกอย่างหนักติดต่อกันถึง 3 ชั่วโมง เป็นผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันจนชาวเมืองต้องพากันหนีตาย

นอกจากนี้ประเทศที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยวอย่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน โดยมีสำนักข่าวทั่วโลกได้รายงานข่าวว่าประเทศญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่และร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปี จากการถูกน้ำท่วมและดินโคลนถล่มบ้านเรือนจนได้รับความเสียหายกันถ้วนหน้า ซึ่งเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวเมืองทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นต้องได้รับผลกระทบจากบ้านเรือนพังเสียหาย โดยมียอดผู้เสียชีวิตกว่า 60 คน และบาดเจ็บกว่า 40 คน ซึ่งสำนักงานการกู้ภัยของญี่ปุ่นต้องทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัย

หลังจากวิกฤตของประเทศญี่ปุ่นเพียง 1 เดือนก็มีการรายงานข่าวอีกว่าเกิดอุทกภัยฉับพลันในรัฐเกรละ ซึ่งเป็นรัฐทางตอนใต้ของอินเดีย ภัยธรรมชาติครั้งนี้ถือเป็นภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน และชาวเมืองกว่า 400,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ทางการจัดไว้ให้ ซึ่งอุทกภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากฤดูมรสุมช่วงต้นปีที่ผ่านมาโดยรายงานระบุว่าร่างของผู้เคราะห์ร้ายส่วนมากพบเจออยู่ใต้ซากปรักหักพังจากการถูกดินโคลนถล่ม จนภายหลังทางการอินเดียได้ประกาศให้สร้างศูนย์พักพิงชั่วคราวเนื่องจากยอดผู้ประสบภัยเพิ่มขึ้น

นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งมีระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนจะเห็นว่ามีหลายประเทศที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากภาวะอุทกภัยฉับพลัน ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาของแต่ละประเทศเรื่องความรุนแรงของพายุและเมฆฝนล่วงหน้า แต่ทว่าหลายครัวเรือนยังคงไม่เชื่อในวิทยาศาสตร์ สำหรับประเทศไทยเองช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงที่น้ำจากแม่น้ำเหนือกำลังไหลลงสู่แม่น้ำทางภาคกลางทำให้หลายหน่วยงานต้องจับตาดูและคอยรายงานอยู่เป็นระยะ ๆ ดังนั้นประชาชนที่อยู่ตามเส้นทางน้ำก็ควรรับฟังข่าวสารและเชื่อคำเตือนจากทางการเพื่อทำการป้องกันให้ทันท่วงทีและไม่ให้เกิดการสูญเสียที่คาดไม่ถึง

 

ปรากฎการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 กับความรู้ใหม่ที่ชาวกรุงฯ ก็ไม่เคยรู้

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่ชวนตกใจของชาวกรุงเทพฯ ที่ต่างเฮกันว่า กรุงเทพฯ มีหมอก ประจวบกับช่วงนั้นอากาศของกรุงเทพฯ เย็นลงอีกด้วยด้วย แต่แท้ที่จริงแล้วนักวิชาการได้ออกมาระบุว่า ที่เราเห็นไม่ใช่หมอกแต่อย่างไร แต่เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กต่างหาก ทำให้เราได้รู้จักกับคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า ฝุ่น PM2.5

PM2.5 คืออะไร

PM หรือ Particulate Matters เป็นค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วน 2.5 หมายถึง 2.5 ไมครอนหรือไมโครเมตร แสดงว่า PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มีขนาดเล็กมาก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน ไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า ถ้าเปรียบให้เห็นภาพคือเส้นผ่านศูนย์กลางของไส้ดินสอประมาณ 500 ไมครอน เส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมประมาณ 100 ไมครอน แต่ฝุ่นละอองที่กล่าวถึงมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอนหรือเล็กกว่าไส้ดินสอ 200 เท่า หรือเล็กกว่าเส้นผม 40 เท่า

ภัยเงียบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก

โดยปกติแล้วฝุ่นละอองที่มีขนาด 5 ไมครอนขึ้นไป จะถูกขนจมูกกรองไม่ให้สามารถผ่านเข้าไปในร่างกายได้ แต่เนื่องจากฝุ่นละอองชนิด PM2.5 มีขนาดเล็กมาก จนสามารถสู่ร่างกายได้โดยง่าย อีกทั้งยังเป็นพาหะนำสารอันตรายต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นสารแคดเมียม สารปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก

PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์หรือยานพาหนะที่ใช้งานมานานแล้ว เครื่องจักรสำหรับการก่อสร้าง การเผาป่าหรือเผาวัชพืช การเผาเชื้อเพลิง รวมไปถึงการเผาไหม้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้จากบุหรี่ การเผาไหม้จากการทำอาหาร เป็นต้น

การป้องกันและดูแลตัวเองจาก PM2.5

หากต้องเดินทางไปบริเวณที่มีการก่อสร้าง การจราจรที่หนาแน่น จุดที่เสี่ยงต่อการเจอฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เป็นฝุ่นที่ขนจมูกสามารถป้องกันได้หรือไม่ ควรป้องกันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยชนิด N95 ที่เป็นหน้ากากอนามัย ที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด และป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน
หากจะบอกให้คนกรุงเทพฯ อยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น หรือพื้นที่เสี่ยงที่จะมีฝุ่นละอองขนาดเล็ก เห็นทีว่าจะทำได้ยาก เพราะในกรุงเทพมีแต่พื้นที่ที่ถูกประกาศว่าเป็นพื้นที่พบ PM2.5 จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเขตบางนา วังทองหลาง ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง ริมถนนพญาไท เขตราชเทวี ทุกล้วนแต่เป็นเขตที่ตั้งสถานที่ทำงานของคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อพวกเรารู้จักกับเจ้าฝุ่นนี้แล้ว ก็ควรหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน PM2.5 ที่เป็นพาหะนำสารอันตารายต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของเรา