“การดูดวง” งมงายหรือเพื่อความสบายใจ ทำไมคนไทยถึงชอบดูดวง

ความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องคู่กันมายาวนานกับคนไทย เนื่องจากหากคนเราขาดความเชื่อแล้วนั้นจะทำให้หมดศรัทธาในทุกสิ่ง การดูดวงถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยนิยมดูกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งการดูดวงมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูลายมือ การดูไพ่ยิปซี การดูผ่านตำราดวงชะตาวันเกิด หรือดูผ่านจิตสัมผัส ซึ่งในบางคนงานอาจมองว่าเป็นเรื่องที่งมงาย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตของคนที่เกิดมานั้นจะต้องผ่านการดูดวงมาแล้วทั้งสิ้นอย่างน้อยที่สุดคือหนึ่งครั้ง ยิ่งในช่วงสิ้นปีแล้วนั้น มีนักโหราศาสตร์และอาจารย์หมอดูทำนายชะตามากมายเข้ามาคาดการณ์ดวงของประเทศ และดูดวงตามชะตาราศีเกิดของคนทั่วไป ในปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้กันอย่างมากมายหลายตำราโหราศาสตร์  ซึ่งสำหรับบางคนนั้นเป็นคนยุคใหม่และไม่สนใจเรื่องประเภทนี้ แต่ก็เลือกที่จะดูเพื่อความสบายใจของตนเองและครอบครัว ซึ่งคนที่ชอบดูดวงนั้นมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

  1. ต้องการรู้อนาคต ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ดูดวงนั้นต้องการที่จะรู้อนาคตของตนเองว่าเป็นเช่นไร จะเดินทางไปในทิศทางไหน และจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองตั้งใจและหวังไว้หรือไม่ ซึ่งในบางครั้งหากเจอหมอดูที่แม่น ๆ ก็จะทำนายทายทักถูกต้อง
  2. ต้องการเสริมบารมี สำหรับบางคนนั้นที่เป็นเจ้าใหญ่นายโต จำเป็นที่ต้องอาศัยดวงหรือโหงวเฮ้งต่าง ๆ เพื่อให้หน้าที่การงานประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ซึ่งในบางครั้งอาจมีดวงของปีชงทำให้ต้องมีการแก้ชะตาราศี หรือแก้เคล็ดเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามที่ถูกที่ควร เพื่อความสบายใจของผู้ดูดวงนั้นเป็นหลัก
  3. ต้องการพ้นจากทุกข์ที่เป็นอยู่ สำหรับบางคนนั้นต้องการดูดวงเนื่องจากจิตใจเป็นทุกข์หม่นหมอง จึงหาวิธีที่จะทำให้ตนเองสบายใจขึ้นและคลายทุกข์โดยการพึ่งพาทางไสยศาสตร์ หรือดูเพื่อต้องการหาต้นตอและสาเหตุของการเกิดปัญหาเหล่านั้น และส่วนมากสิ่งที่หมอดูแนะนำให้ทำคือไปทำบุญปล่อยสัตว์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น
  4. ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เนื่องจากคนไทยนั้นมีทางเชื่อเรื่องศาสนาค่อนข้างมากและยามเกิดทุกข์หรือสุขนั้น จะนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับแรก ๆ ทำให้การดูดวงเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เพื่อให้รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไรและจะต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ในปี 2562 ที่กำลังมาถึงนี้ มีหมอดูทำนายทายทักดวงชะตาเข้ามาฟันธงมากมาย ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาและรับเอาข้อดีของดวงนั้น ๆ มาใช้ หากมีการกล่าวถึงดวงชะตาในแง่ดี และหากดวงชะตาในราศีของเรานั้นไม่ค่อยดีนัก ให้เราถือว่ารับเอามาเพื่อให้มีการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการดูดวงด้วยความเชื่อแบบไม่งมงาย แต่มีเหตุผลที่มีด้านดีอยู่ เพื่อให้นำไปปรับใช้ในการใช้ชีวิต

ข่าวลวงในโลกออนไลน์ มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร

ในปัจจุบันนี้เมื่อเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทำให้มีข่าวเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งข่าวจากสำนักข่าวทั่วไปและข่าวที่เผยแพร่ตามเพจดังต่าง ๆ ได้เข้ามาเสนอและให้ข้อมูลจรแชร์กันสนั่นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสสังคมได้ในที่สุด เช่นในวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมานั้นได้มีข่าวลวงระบาดเกี่ยวกับผู้ว่าราชการท่านหนึ่งทางภาคเหนือได้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นได้ถูกเคยแพร่และถูกโจทย์จันไปมาก จนทำให้ผู้ว่าท่านนั้นต้องออกมาประกาศว่าข่าวนี้เป็นข่าวลวงและไม่เป็นความจริง ซึ่งท่านยังได้มีชีวิตอยู่และดำรงตำแหน่งทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งข่าวที่นำมาส่งต่อกันนั้นแน่นอนว่าจะมีทั้งข่าวจริงและข่าวลวง แต่ทั้งนี้ข่าวลวงก็มีผลกระทบต่อสังคม และแน่นอนต้องกระทบต่อบุคคลที่อยู่ในข่าวนั้นด้วย ดังนั้นผลกระทบต่อสังคมจากข่าวลวงนั้นมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลย

  1. มีผลต่อการนำไปบอกต่อหรือแชร์เพื่อกระจายข้อมูลไปทั่ว ซึ่งการนำข้อมูลไปบอกต่อนั้นเสมือนการพูดไปปากต่อปาก ซึ่งในปัจจุบันนี้โซเชียลไปไวมากปานติดจรวด เพียงแค่โพสต์ได้ไม่ถึง 10 นาที ข่าวนั้นหากเป็นข่าวที่ดังพอสมควรแล้วล่ะก็ จะไปอยู่ในหน้าหนึ่งของเพจดังได้เลยทีเดียว จนทำให้ผู้คนที่ติดตามข่าวอยู่นั้นได้รู้เห็นและนำไปแชร์ต่อกันจนกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศได้
  2. คนผิดกลายเป็นคนถูกได้โดยใช้กระแสสังคม ซึ่งข่าวลวงสมัยนี้มีมากมายจนทำให้ผู้เสพสื่อนั้นสับสนว่าสิ่งใดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ดังจะเห็นจากข่าวดาราทั่วไปที่มีการซุบซิบกันในสังคมออนไลน์ ซึ่งในบางครั้งคนผิดจริง ๆ เพียงแค่มีดราม่าเกิดขึ้น ก็จะทำให้กลายเป็นคนน่าสงสารได้ภายในพริบตา จนทำให้คนที่ถูกต้องจริง ๆ แล้วนั้นกลายเป็นคนที่ถูกสังคมประนามได้เลย
  3. นำข้อมูลที่ได้รับไปใช้แบบผิด ๆ ซึ่งข่าวลวงในบางครั้งนั้นเป็นข่าวที่มาพร้อมกับความรู้เช่น วิธีการลดความอ้วนนั้น ซึ่งในบางข่าวลวงจะใช้ยาลดความอ้วนที่เกินขนาด มาอ้างสรรพคุณกล่าวอ้างเกินจริง ทำให้ผู้คนที่เสพสื่อด้วยความไม่ระมัดระวังเกิดการหลงเชื่อ และนำไปใช้ปฏิบัติตามทำให้มีผลข้างเคียงเนื่องจากความรู้แบบผิด ๆ นี้เอง

และนี่คือผลกระทบของสังคมที่ได้รับข่าวลวง หรือข่าวที่ให้ข้อมูลมาแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่เสพสื่อหรือข่าวทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือจากปากต่อปากของบุคคลที่เรารู้จักนั้น ควรรับฟังอย่างมีสติและมีวิจารณญาณให้รอบคอบก่อนนำไปบอกต่อหรือนำไปใช้ปฏิบัติตาม ควรหาข้อมูลและศึกษาถึงความเป็นจริงให้แน่ใจเสียก่อน เพราะหากเกิดการผิดพลาดไปแล้วอาจทำให้เสียหายได้ในวงกว้าง ทั้งต่อตนเอง หรือมากไปกว่านั้นอาจเกิดผลกระทบต่อสังคมเลยก็เป็นได้

แท็กซี่ไทยในปัจจุบัน กับการใช้บริการคนไทย และข้ออ้างไม่รับผู้โดยสาร

การเดินทางในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายดาย เนื่องจากมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวกและรวดเร็วต่อผู้ที่สัญจรไปมาระหว่างเมือง โดยมีรถรับส่งสาธารณะอย่างรถประจำทาง รถไฟฟ้า รวมถึงรถไฟใต้ดินไว้คอยให้บริการกันแทบทุกสิ้นทาง และนอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีรถแท็กซี่ที่คอยให้บริการกับคนที่ไม่ชอบเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีคนเบียดเสียดแน่นหนา และสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย อีกทั้งยังนั่งเพียงต่อเดียวถึงจุดหมายเลยโดยไม่ต้องต่อรถประจำทางหลายสายให้ปวดหัว แต่ในไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นมีผู้ใช้ยูทูปรายหนึ่งได้ลงคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ให้ไปเที่ยวชมในเมือง โดยแท็กซี่คันนั้นได้คิดราคาเกินจริงและไม่กดมิเตอร์ ทำให้เกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล  ซึ่งส่วนใหญ่แท็กซี่นั้นจะเลือกรับเฉพาะชาวต่างชาติ โดยมีเหตุผลในการอ้างถึงเรื่องต่าง ๆ เมื่อคนไทยเรียกรถแท็กซี่ดังนี้คือ

  1. ส่งรถ ซึ่งข้ออ้างนี้เป็นข้อฮอตฮิตของเหล่าบรรดาแท็กซี่ทั้งหลาย ที่เมื่อเจอปัญหารถติดและไม่ต้องการไปในบริเวณนั้น ส่วนมากจะอ้างถึงปัญหาการไปส่งรถไม่ทันหรือส่งรถล่าช้าจะทำให้โดนปรับได้ จะพบกับแท็กซี่ที่ขับบริเวณในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายสามโมงเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนเลิก และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง
  2. แก๊สหมด ซึ่งปัญหาแก๊สหมดของแท็กซี่นั้นยังคงมีให้เห็นทุกวัน บางคนนั้นเรียกถึงสามสี่คันกว่าจะมีแท็กซี่บางคันยอมไปให้ หรือมีบางคานที่ผู้โดยสารคะยั้นคะยอมากก็ยอมไปให้ แต่ก็ไปแวะเติมก๊าซที่ปั๊มเป็นเวลานานทั้งที่ยังกดมิเตอร์ให้ขึ้นไว้อยู่
  3. ไปคนละทาง ซึ่งข้ออ้างนี้จะใช้อ้างบ่อยในเวลากลางคืน เนื่องจากคนขับแท็กซี่นั้นจะอ้างว่าต้องการกลับบ้านและทางที่ผู้โดยสารต้องการไปนั้นอยู่คนละทางกัน จึงไม่สามารถไปให้ได้ แต่หากผู้โดยสารต้องการไปจริง ๆ นั้น จะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายไม่กดมิเตอร์ ซึ่งการเหมาจ่ายนั้นมีราคาสูงมากกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

ซึ่งนอกจากที่แท็กซี่จะให้บริการชาวไทยด้วยกันแบบนี้แล้วนั้น ยังเลือกให้บริการชาวต่างชาติมากกว่า อีกทั้งไม่มีการกดมิเตอร์แต่จะเป็นการเหมาจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเหมาไปตามสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่เหมาเป็นรายวันเพื่อเที่ยวชมในเมืองกรุง ซึ่งมีราคาที่แพงกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าสามถึงห้าเท่าเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้แท็กซี่ที่ทำงานด้วยใจและประกอบอาชีพด้วยความซื่อตรงยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับดวงของผู้โดยสารด้วยว่าจะไปเจอกับแท็กซี่คันไหน ดังนั้นหากเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป หรือมีการเรียกเก็บเงินที่แพงกว่าราคามาตรฐาน หรือไม่กดมิเตอร์ ควรเรียกคันใหม่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

การจัดงานแต่งงานถือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมไทย

แน่นอนว่าการแต่งงานนั้นเป็นความฝันของคู่บ่าวสาวหลาย ๆ คน ที่ต้องการมีชีวิตคู่ที่สุขสม และต้องการจัดพิธีอันสมเกียรตินี้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาในสังคมให้กับครอบครัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในการจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตามย่อมที่จะใช้เงินทองค่อนข้างมากในการจัดงานนั้น ๆ ทั้งสิ้น ยิ่งสำหรับงานแต่งงานแล้วด้วยจะหมดเงินไปมากกว่างานเลี้ยงสังสรรค์อื่นเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่ค่อนข้างมากนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นค่าของชำร่วยสำหรับงานแต่งงาน ค่าพิมพ์การ์ดงานแต่งงาน ค่าชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาวซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงแค่ชุดเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นชุดไทยสำหรับงานเช้า หรือชุดสำหรับงานเลี้ยงในตอนเย็น หรือในบางรายอาจจะมีชุดตักบาตรตอนเช้า และชุดเข้าพิธีรดน้ำสังข์แยกต่างหากอีกด้วย อีกทั้งชุดราตรีสีขาวตอนหัวค่ำที่สวยงามสำหรับเจ้าสาวที่เตียมพร้อมจะเข้าหอแล้วนั้น และยังไม่รวมถึงชุดอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังจากงานกินเลี้ยงแล้วเสร็จอีก นี่ยังไม่ได้รวมถึงชุดของเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ในบางงานนั้นมีกันมากกว่า 10 คนเลยทีเดียว และนอกจากนี้ยังมีค่าแต่งหน้าทำผมทั้งของตัวบ่าวสาวเองและของเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝั่งอีกด้วย ค่าจ้างตากล้องหรือช่างถ่ายภาพ ค่าสถานที่จัดงานเลี้ยง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าจัดพิธีรดน้ำสังข์มงคลสมรส ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ค่าจัดงานแต่งงานส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมกับค่าสินสอดทองหมั้นทั้งหลายและแหวนหมั้นที่ทางฝั่งเจ้าบ่าวจะนำมาขอเจ้าสาว

จึงทำให้เกิดเป็นธุรกิจออแกไนซ์รับจัดงานแต่งงานขึ้นมากมาย เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาในการเลือกสิ่งของที่ใช้สำหรับงานแต่งที่เตรียมไว้อย่างครบครัน หรือสถานที่ในการจัดงานให้คู่บ่าวสาวเหนื่อยน้อยลง เนื่องจากมีผู้จัดงานมืออาชีพเข้ามาช่วยนับว่าเป็นการจัดงานได้อย่างลงตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกหาออแกไนซ์ที่ดีนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีข่าวออกมาให้เห็นในหลายครั้ง ว่าออแกไนซ์จัดงานแต่งงานนั้นหลอกลวงคู่บ่าวสาวมาแล้วหลายเจ้า จนทำให้คนที่ต้องการจัดงานแต่งงานนั้นต้องระแวดระวังเป็นพิเศษในการเลือกหาบริษัทที่จะเข้ามาดูแลจัดงานแต่งงานให้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้มีเพียงฝ่ายออแกไนซ์ที่หลอกลวงคู่บ่าวสาวเพียงอย่างเดียว ซึ่งในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับมีคู่บ่าวสาวคู่หนึ่งได้จ้างออแกไนซ์จัดงานแต่งงานและได้ติเตียนทุกอย่างในงาน รวมทั้งมีการจ่ายราคาค่าจัดงานเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างทั้งสองฝั่งจนเกิดเป็นดราม่าในสังคมโซเชียลปัจจุบันนี้

จากที่กล่าวมาแล้วนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดงานพิธีมงคลสมรสนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและเหมาะสมอย่างยิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติตามกรอบธรรมเนียมประเพณีไทยที่ดีงาม เพื่อได้อนุรักษ์ไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้สืบทอดและทำตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้จัดงานควรจะตั้งอยู่ในสติและพิจารณาให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจเลือกออแกไนซ์ดี ๆ สักที่หนึ่ง อีกทั้งฝั่งออแกไนซ์เองก็ตามควรจะมีการปฏิบัติงานที่ซื่อตรงและทำให้ดีที่สุด เพราะในงานแต่งนั้นมีเพียงแค่ครั้งเดียวของคู่บ่าวสาว ดังนั้นเขาจึงต้องการสิ่งที่ดีที่สุด รวมทั้งควรมีสัญญาก่อนที่จะเริ่มทำการจัดงานทุกครั้งเพื่อความซื่อตรงและยุติธรรมกับทั้งสองฝ่ายนั่นเอง

เรื่องราวดี ๆ ของคนแปลกหน้าช่วยกันเปลี่ยนใจคนคิดสั้นที่พยายามฆ่าตัวตาย

การได้เห็นสังคมที่อุดมไปด้วยคนดีนั้นเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ควรเผยแพร่และบันทึกเอาไว้ให้เป็นตัวอย่างต่อสาธารณะชนทั่วไป โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีการช่วยเหลือกันของคนแปลกหน้า เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน กำลังเดือดร้อนหรือเกิดความยากลำบาก จึงเข้าช่วยเหลือทันทีอย่างอัตโนมัติโดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นคนที่น่ายกย่อง หลายครั้งที่เราเห็นเหตุการณ์พยายามฆ่าตัวตายของคนที่สิ้นหวังกับชีวิต แต่ความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพราะหลายครั้งที่มีพลเมืองดีผ่านมาและเข้าช่วยไว้ได้ทัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2018 ที่ผ่านมาที่รัฐมินเนโซตา ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซึ่งชายคนหนึ่งพยายามจบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดสะพาน แต่ในขณะนั้นได้มีพนักงานส่งเบียร์ขับรถผ่าน จึงทำการจอดรถและเข้าไปพูดคุย เพื่อให้ชายสิ้นหวังผู้นี้ได้ผ่อนคลายและใจเย็นลง ในระหว่างนั้นเองที่พนักงานส่งเบียร์อีกคนหนึ่งโทรแจ้งตำรวจ ซึ่งทางตำรวจก็ได้แนะนำให้พวกเขาพูดคุยยื้อเวลาเพื่อรอเจ้าหน้าที่ไปถึงสะพานดังกล่าว การพูดคุยกันครั้งนี้ทำให้ชายผู้นี้สงบลง ทางพนักงานส่งเบียร์จึงนำเบียร์จากกล่องที่อยู่ในรถมาเปิดให้เขาดื่ม และระหว่างนั้นเองที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชาร์จเพื่อนำชายคนนี้ส่งโรงพยาบาล

สำหรับเมืองไทยเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตใจสาธารณะก็ไม่แพ้ชาติใดในโลกเช่นกัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ปี 2016 โดยเกิดขึ้นที่บนสะพานพุทธฯ เมื่อหญิงสาวอายุราว ๆ 20 ปี ได้ทำการปีนขึ้นไปบนขอบสะพานเพื่อหวังกระโดดลงมาปลิดชีพตัวเองท่ามกลางสายตานับร้อยของประชาชนละแวกนั้น แต่โชคดีที่ตำรวจและพนักงานกวาดถนนไปพบเข้า จึงตัดสินใจเข้าไปช่วยพูดคุยไกล่เกลี่ยและให้กำลังใจ หลังจากนั้น 20 นาที สาวคนนี้ก็ลงมาจากขอบสะพานพร้อมร้องไห้และโผเข้ากอดพนักงานกวาดถนน โดยภาพและเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปในโลกโซเชียลทำให้ผู้คนต่างพากันชื่นชมทั้งตำรวจและพนักงานกวาดถนนในฐานะพลเมืองดีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

อารมณ์ชั่ววูบจากความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตทำให้คนบางคนตัดสินในจบชีวิตตัวเองไปกับปัญหาที่แก้ไม่ตก แต่โชคดีที่ดวงยังไม่ถึงคาดทำให้พบเจอกับคนแปลกหน้าซึ่งเป็นพลเมืองดีที่คอยช่วยให้เขาเหล่านี้ได้สติกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ดังนั้นไม่ว่าใครจะประสบพบเจอกับปัญหาประเภทใดก็ควรตระหนักไว้เสมอว่าชีวิตมีค่าและยังมีคนที่รักเราอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อรอให้เรากลับไปหาพวกเขาในวันที่เราไม่เหลือใคร

 

อุบัติเหตุบนท้องถนน กับการเก็บหลักฐานสำคัญจากกล้องติดรถยนต์

                ในการขับรถนอกจากจะต้องใช้ความระมัดระวังสูง ไม่ประมาท เพื่อป้องกันความผิดพลาด จนเกิดอุบัติเหตุ เกิดความเสียหายทั้งทรัพย์สิน ของมีค่า รวมไปถึงการเสียชีวิต แต่หากเราระมัดระวังแล้ว บางครั้งผู้อื่นประมาทก็ย่อมทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันกับเราได้

หากเกิดเหตุขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร ให้เรามีหลักฐานว่าเราไม่ใช่คนผิด แต่ผู้ที่มาชนเราต่างหากที่เป็นคนกระทำผิดวินัยจราจร เพื่อให้เราสามารถฟ้องร้อง หรือแจ้งความดำเนินคดีต่อไปได้ หากเป็นสมัยก่อนคงต้องพึ่งกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่ถูกติดอยู่ตามแยก ตามถนนหนทางต่าง ๆ แต่หากโชคร้ายจุดเกิดเหตุนั้นไม่มีกล้องติดอยู่ ก็เป็นเหตุทำให้พลาดภาพเด็ดประกอบสำนวนฟ้องร้องเอาความผิดก็เป็นได้ แม้แต่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เมืองที่ไม่เคยหลับ มีสีสันในทุกโมงยาม ก็ใช่ว่าจะสามารถหาภาพได้เช่นกัน

จะดีไหมหากคุณสามารถติดกล้องไว้สำหรับบันทึกภาพทุกเหตุการณ์บนรถของคุณเอง

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้กล้องราคาที่แสนแพงในสมัยก่อน กลับมีราคาถูกลง คุณภาพดีเท่าเดิม หรือเผลอ ๆ จะคุณภาพดีกว่าเมื่อก่อน ยังมีขนาดที่เล็กลง สะดวกสบายในการพกพา และนำมาประยุกต์ใช้ในโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับกล้องติดรถยนต์ ที่ย่อกล้องวีดีโอที่ใช้สำหรับการบันทึกภาพเคลื่อนไหวมาจำลองเป็นกล้องวงจรปิด ที่ไว้คอยบันทึกภาพหน้ารถยนต์ สำหรับไว้เป็นหลักฐาน หรือเป็นข้อชี้วัดว่า คุณขับรถไม่ผิดกฎจราจร หรือเป็นเครื่องมือในการเอาผิดผู้ที่มาทำให้คุณเดือดร้อนได้อีกด้วย

คุณสมบัติที่ดีของกล้องติดรถยนต์ สำหรับคนขับรถ

กล้องติดรถยนต์ควรมีความละเอียดภาพที่คมชัดในการบันทึกทั้งกลางวันและกลางคืน หากเหตุร้ายสามารถบันทึกภาพได้อย่างมีคุณภาพในสภาวะแสงน้อย มุมกล้องกว้างสามารถเก็บภาพหน้ารถให้ได้กว้างมากที่สุด สามารถบันทึกภาพได้นานโดยประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับความจุของเมมโมรีที่ใส่ในกล้องนั่นเอง รวมไปถึงบริการหลังการขาย และราคาที่เหมาะสม

เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวไกลทำให้มีฟังก์ชันต่าง ๆ เพิ่มจากเดิมมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น การบันทึกเสียง หน้าจอสำหรับเล่นภาพที่บันทึกได้ทันที ระบบป้องกันภาพสั่น แสดงวันที่ที่บันทึกภาพ สามารถเข้าดูไฟล์และดาวน์โหลดได้จากสมาร์ทโฟน มีระบบ GPS เผื่อกรณีที่ญาติหรือคนที่บ้านติดต่อไม่ได้ อยากรู้ว่าอยู่จุดใด สามารถตรวจสอบผ่านกล้องติดรถยนต์นี้ได้

ภัยอันตรายใกล้ตัวมีมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่อุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์บนท้องถนนเท่านั้น ก็มีไม่น้อยที่จอดรถติดอยู่ที่ไฟแดง แต่มีโจรมาปล้นทรัพย์ได้ หากมีกล้องติดรถยนต์ติดรถไว้ ย่อมเป็นตัวช่วยให้โจรไม่กล้าเข้ามาทำอันตรายได้ กลัวที่จะถูกบันทึกภาพและนำไปดำเนินคดีได้ในนั่นเอง

 

ภาษาไทยโบราณ ตามรอยละครบุพเพสันนิวาส ที่แม้แต่คนไทยยังไม่รู้

                ละครบุพเพสันนิวาสถือเป็นละครย้อนยุค คอมมาดี้ เรื่องเด่นเรื่องดังในยุค ที่เป็นเรื่องราวข้ามภพข้ามชาติ ไปยังยุคพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยา ที่เนื้อหาเข้มข้น กระชับ เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ไทย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย – ฝรั่งเศส ยังรวมไปถึงประวัติของบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น พระนารายณ์มหาราช หลวงสุรสาคร ออกญาโหราธิบดี ท้าวทองกีบม้า เป็นต้น
ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ที่ละครดังถูกนำกลับมาฉายใหม่ หลังจากที่ละครจบไปไม่นาน และออกอากาศอยู่ในปัจจุบัน (พฤษภาคม 2561) หากใครยังไม่เคยดูในครั้งแรก วันนี้เราเลยขอนำคำไทยโบราณในละครมาให้รู้ก่อน จะได้ไม่งงกัน

ออเจ้า ตามจดหมายเหตุลาลูแบร์ ของชาวฝรั่งเศส ระบุว่าใช้เรียกแทนบุคคลที่ 3 ที่มีฐานะต่ำกว่า หรืออายุน้อยกว่า แต่หากระหว่างการจีบกันระหว่าง เกศสุรางค์กับคุณพี่หมื่นนั้น แรก ๆ ก่อนจะหวานกัน จะใช้คำแทนกันว่า ออเจ้า กับคุณหมื่นมาโดยตลอด แต่เมื่อปิ้งกัน จะปรับเปลี่ยนคำเรียกกันมาเป็น น้อง กับคุณพี่แทน

เว็จ หรือ ห้องน้ำในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นส้วมหลุม ให้นั่งยอง ๆ มีไม้หรือหินพาดให้เหยียบระหว่างทำธุระ จะมีใช้เพียงคนในสังคมชั้นสูงเท่านั้น

เทื้อคาเรือน ใช้แทนกับหญิงสาวที่ไม่ได้แต่งงาน เมื่อถึงวัยที่จะต้องแต่งงานออกเรือนแล้ว หรือคำในปัจจุบันที่เรียกว่า สาวขึ้นคาน หรือสวยคานทองนั้นเอง

ม้ากระทืบโรง/หัวล่อดังม้าล่อ หรือ ม้าดีดกระโหลด คือการแสดงกิริยาไม่เรียบร้อย ไม่สมเป็นกุลสตรีไทย เดินไม่เรียบร้อย พูดจาเสียงดัง ทำตัวไม่น่ารักในสมัยก่อนจะถูกเอ็ดว่าม้ากระทืบโรงได้

ถูกเอ็ด/โดนเอ็ด หมายถึง การโดนดุ เมื่อทำอะไรซน ๆ แปลก ๆ หรือทำของเสียหายโดยไม่ระวัง จนผู้ใหญ่ดุ หรือพูดเตือน สั่งสอน

วาจาเชือดเชือน หมายถึง คำพูดที่พูดกระทบต่อจิตใจผู้ฟังทั้งทางตรงและทางอ้อม

ฟะรังคี หมายถึงชาวต่างชาติ หรือคำว่า ฝรั่งในปัจจุบัน

ชะม้ายชายตา หมายถึง กิริยาการอมยิ้มเอียงอาย ส่งสายตายโปรยเสน่ห์ให้ผู้ชาย

5 บาท 10 บาท ในสมัยก่อนใช้แทนการบอกเวลา 5 บาทหมายถึง ครึ่งชั่วโมง 10 บาทหมายถึง 1 ชั่วโมง

เพลาชาย หมายถึงช่วงเวลาบ่ายโมงตรง

ลางที หมายถึง บางที บางครั้ง

สาวหาว หมายถึงหาบคาย โอหัง วาจาก้าวร้าวกับผู้ใหญ่

จิตวิปลาส หมายถึง การกระทำที่ผิดแปลก หรือในสมัยนี้ถูกแทนด้วยคำว่า บ้า นั่นเอง

อึกตะปือนัง หมายความว่า เยอะ ล้นหลาม หรือจำนวนมาก

เสาะท้อง หมายถึง อาการท้องร่วงหรือท้องเสีย

ทะเวน หมายถึง เดินทางไปทั่ว ๆ หรือตระเวน

สู่รู้ หมายถึง การอวดรู้ ทำเป็นรู้เรื่องราวต่าง ๆ แต่ความจริงแล้วไม่รู้เรื่องดังกล่าวเลย

แชเชือน หมายถึง การพูดจาแชเชือน ไม่ตรงกับความเป็นจริง กลับไปกลับมา หรือในปัจจุบันแทนว่า การแถ

ภาษาไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยจะมีเอกลักษณ์ เสน่ห์เป็นของตัวเอง และสามารถสังเกตได้ว่า ภาษาไทยของเรานั้นมีวิวัฒนาการทางภาษามาในทุกยุคทุกสมัย รับอิทธิพลจากภาษาตะวันตก ภาษาพื้นบ้านบ้าง แม้แต่ภาษาเพื่อนบ้านเราก็ยังมี แต่ไม่ว่าจะในยุคไหน ๆ ภาษาถือเป็นสิ่งสวยงาม และช่วยให้เราสื่อสารได้เข้าใจกันนั่นเอง

 

สังคมแห่งความขัดแย้งและความเร่งรีบ ก่อให้เกิดผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจำนวนมาก

สังคมในปัจจุบันทุกคนมีสื่ออยู่ในมือ ความลับไม่มีในโลก พร้อมที่จะเก็บภาพ เก็บหลักฐาน และแสดงออกมาได้ทุกเมื่อ ทุกคนกล้าที่จะเปิดเผยความคิด ความรู้สึกของทุกคน ซึ่งเป็นผลต่อความขัดแย้งที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าสมัยก่อน อีกทั้งยังมีความเร่งรีบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทุกอย่างคือการแข่งขัน ทุกคนเร่งรีบเสมอ เพื่อให้ตัวเองได้งาน หรือได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทั้งสองสิ่งทั้งความขัดแย้งและความเร่งรีบมักก่อให้เกิดความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น

กระทรงสาธารณสุข กล่าวว่า “คนที่อาศัยอยู่ในเมืองที่แวดล้อมไปด้วยความตรึงเครียด แออัด มีโอกาสป่วยเป็นโรคทางจิตเวชหรือโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่อยู่ท่ามกลางชนบท”

โรคซึมเศร้าเกิดจากสารสื่อประสาทในสมอง (Neurotransmitter) มีความผิดปกติ หากอยู่ในภาวะความกดดัน ความตึงเครียด จะทำให้ไม่สามารถรับมือหรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคซึมเศร้าสามารถเกิดได้กับทุกคน หากได้รับการกระตุ้นด้วยความเครียด การสูญเสีย เรื่องราวบางอย่างที่เข้ามากระทบจิตใจอย่างรุนแรง เรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่สามารถทำใจรับได้ในขณะนั้น รวมไปถึงการสะสมเรื่องราวต่าง ๆ ไว้ภายในจิตใจ ไม่ปล่อยให้จิตใจได้รักตัวเอง มั่วแต่คิดลบทำร้ายตัวเองอยู่เสมอ
โรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ทุกเพศ มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย มักแสดงอาการในช่วง 25 – 35 ปี และไม่ได้เป็นโรคที่จะสามารถหายเองได้ง่าย ๆ ซื้อยาทานเองก็ไม่ได้ ต้องรักษาให้ถูกต้อง รักษาให้ครบถ้วน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หากดูแลได้อย่างถูกวิธีสามารถหายขาดจากโรคนี้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

การดูแลรักษาคนใกล้ชิดที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หาคุณมีเพื่อนหรือมีคนใกล้ชิดที่ป่วยเป็นโรคนี้ ควรรับฟัง คอยดูแล ใส่ใจเขาเป็นพิเศษ ให้ความสำคัญเขา ดูแลให้กิน ให้นอนเป็นเวลา พยายามอย่าให้เขาอยู่คนเดียว หรืออย่าให้เจอเรื่องเลวร้ายเข้ามากระทบจิตใจอีก ควรหลีกเลี่ยงคำว่า “เลิกเศร้าได้แล้ว” “อย่าคิดมาก” “มีคนอื่นลำบากกว่าอีกเยอะ” “อย่าอ่อนแอ” “นึกถึงพ่อแม่เอาไว้” เพราะชุดคำชุดนี้ยิ่งทำร้ายจิตใจผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี เป็นการกดดัน และแสดงถึงความไม่เขาใจอาการที่เขาเป็น ควรให้กำลังใจด้วยคำพูดทีว่า “คุณทำได้ดีแล้ว” “เก่งมากเลย” “คุณดูดีขึ้นนะ” และสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่าดูแลคนป่วยจนลืมดูแลจิตใจตัวเอง เพราะการดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอาจทำให้คุณซึมเศร้าตามเขาไปด้วย โดยไม่รู้ตัว

โรคซึมเศร้าหากปล่อยไปโดยไม่รักษาอย่างใกล้ชิด นอกจากจะทำให้อาการยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้นแล้ว อาจมีผลต่อชีวิตได้ เพราะอาการของโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยจมเข้าไปอยู่ในช่วงอารมณ์จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โรคนี้ไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอกได้อย่างชัดเจน ดังนั้นวันนี้เราจึงอยากชวนให้ทุกคนสังเหตุคนรอบข้างว่ามีใครเข้าข่ายที่จะเป็นโรคนี้หรือไม่ และรีบเข้าไปดูแลเขาก่อนที่จะสายเกินแก้

 

การแต่งกายของผู้หญิงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดคดีข่มขืนจริงหรือ?

                ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคนที่ติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงหรือหน้าสังคม คงจะได้เห็นดาราสาวหลาย ๆ คนออกมาพูด โพสต์ภาพ และร่วมรณรงค์ถึงประเด็นเรื่องการแต่งกายของผู้หญิง สืบเนื่องมาจากข่าวคราวการรณรงค์ให้ผู้หญิงแต่งตัวมิดชิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อลดการก่อเหตุลวนลามและข่มขืน ด้วยเหตุนี้ทำให้เกิดกระแสและการเชิญชวนให้มาเรียกร้องถึงสิทธิสตรีว่าจริง ๆ แล้วการแต่งกายเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้หญิงทุก ๆ คน และผู้หญิงควรจะได้รับเกียรติจากผู้ชายมากขึ้น รวมถึงผู้ชายไม่มีสิทธิที่จะมาแตะต้องหรือสัมผัสตัวของผู้หญิงได้ตามใจตัวเอง

ซินดี้ สิรินยา นำทัพเหล่าดาราเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง

หนึ่งในดาราที่แสดงความคิดเห็น และเป็นต้นเสียงของการรณรงค์ครั้งนี้ก็คือ “ซินดี้ สิรินยา” จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จนเธอต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับสังคมว่า “ถามว่าการแต่งตัวโป๊เพิ่มความเสี่ยงไหม? ก็มีส่วนค่ะ อันนี้ไม่ได้ปฏิเสธ ผู้หญิงควรระวังตัวเองในระดับหนึ่ง ผู้หญิงควรรู้จักแต่งตัวตามกาลเทศะและถูกที่ถูกเวลา วันนี้ไม่ได้มาเชิญชวนให้ผู้หญิงแต่งตัวโป๊ แต่งตัวเย้ายวนแต่อย่างใด ใครจะแต่งแบบไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ที่ออกมาพูดเพราะรู้สึกว่า ส่วนใหญ่แล้ว เวลาจะแก้ปัญหานี้ จะแก้ที่ฝ่ายผู้หญิงมากกว่าฝ่ายผู้ชาย และไม่มีการนำเสนอวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยลดปัญหานี้เลย”

ประเด็นสิทธิสตรีที่นานาชาติต้องให้ความสำคัญ

                ความจริงแล้วประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นที่เพิ่งได้มีการนำมากล่าวถึงในเร็ว ๆ นี้ แต่ประเด็นการแต่งกายของผู้หญิงกับคดีอาชญากรรมการข่มขืนเป็นเรื่องที่เคยถูกหยิบยกและนำมาเป็นตัวอย่างหรือกรณีศึกษากันมาแล้ว ทั้งการถกเถียงกันในเรื่องของมายาคติของการแต่งตัวโป๊ที่หมายถึงสัญลักษณ์ที่นำไปสู่อาชญากรรมในคดีข่มขืน ซึ่งในทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นมายาคติที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงแต่อย่างใด ถึงแม้ผู้หญิงจะแต่งกายอย่างใด ผู้ชายก็ไม่มีสิทธิที่จะมาข่มขืน และประเด็นนี้ไม่ได้เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตราบใดที่ยังมีคนที่คิดจะละเมิดสิทธิของผู้อื่น ซึ่งความจริงแล้วปัญหาควรถูกแก้จากต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ ซึ่งประเด็นของการแต่งกายนี้เคยได้ถูกหยิบยกมานำเสนอในนิทรรศการของมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้นำชุดและเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมา ซึ่งชุดเหล่านั้นเป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดาที่ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่โป๊ หรือวาบหวิวแต่อย่างใด

ส่วนความคิดเห็นในเรื่องนี้ของหลาย ๆ ฝ่ายก็แน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่างกันไป ซึ่งจริงอยู่ว่าการแต่งกายเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและกาลเทศะ รวมถึงโอกาสนั้น ๆ ด้วย               

ตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน จำเป็นแค่ไหน?

                เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ถึงประเด็นของการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียน เนื่องจากมีเครือข่ายผู้ปกครองเห็นต่างว่าการติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ เป็นการชี้นำอย่างที่เรียกว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอกหรือไม่ ในขณะที่ความคิดเห็นในบางกลุ่มเห็นว่า การติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเป็นการรณรงค์ให้เด็กรู้จักการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งโรคติดต่อและการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้

นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

ความจริงแล้วประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งนำเอามาถกเถียงกัน เพราะจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ได้ถูกนำมาหยิบยกเป็นประเด็นที่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการนำมาพิจารณากันไปแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้อนุญาตให้โรงเรียนต่าง ๆ สามารถติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนได้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 โดยหากโรงเรียนไหนต้องการติดตั้งก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องทำหนังสือมาสอบถามหรือขออนุญาตกระทรวงศึกษาธิการแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ทางกระทรวงก็ไม่ได้มีนโยบายให้ทุกโรงเรียนต้องติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยเอาไว้ อีกทั้งสำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังมีความเห็นว่าการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในสถานศึกษา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยให้เยาวชนเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้องทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้ง่ายขึ้น โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับ สสส. ติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในห้องน้ำชายของโรงเรียนอาชีวศึกษามาแล้วกว่า 200 แห่งตั้งแต่ปี 2557

ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปในประเด็นนี้ก็มีความแตกต่างกันไปโดยเฉพาะผู้ปกครองบางกลุ่มที่เกรงว่าจะเป็นการชี้นำและส่งเสริมมากกว่าป้องกัน ซึ่งความจริงแล้วเรื่องนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้และทำความเข้าในเรื่องเพศศึกษาให้เยาวชนทราบเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดตามมาในอนาคตได้ ซึ่งการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียน ก็เป็นเพียงหนึ่งในกลไกในการป้องกันปัญหาเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นในกรณีนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของ นิด้าโพลยังเคยทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรณีนี้ ซึ่งผลออกมาว่า ร้อยละ 63.9 เห็นด้วยกับการติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยไว้ในโรงเรียนแต่อีกร้อยละ 36.1 ไม่เห็นด้วย

จะเห็นได้ว่าประเด็นนี้ถูกหยิบยกเอามาพูดในกันในหลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันซึ่งก็ยังคงมีความคิดเห็นและถกเถียงกันด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าการติดตั้งถุงยางอนามัยในโรงเรียนจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากแค่ไหน หรือจะกลายเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแทน