ทำไมคนรักถึงนอกใจ เหตุผลอะไรที่ปันรักให้คนอื่น

เป็นเรื่องราวที่ผู้คนติดตามกันอย่างมากเมื่อมีดาราคนดังมีข่าวของการเลิกลาและการนอกใจเกิดขึ้น หรือแม้แต่เมื่อมีคู่รักทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงานนอกใจกัน ผู้คนต่างพากันตั้งข้อสงสัยมากมายพร้อมทั้งให้คำตัดสินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างชาญฉลาดแม้ว่าตัวเองจะเป็นแค่คนนอกก็ตาม โดยลืมตระหนักไปว่าคนเราทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอง การที่คนคนหนึ่งนอกใจคนรักหรือคู่ของตนไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เราจะเอามาตัดสินได้ว่าเขาเป็นคนเลวทรามต่ำช้า ว่าเขาเป็นปีศาจที่คนในสังคมต้องร่วมกำจัดให้หมดไป โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่คนนอกใจกันโดยรวมมีดังต่อไปนี้

รู้สึกแปลกแยกเวลาอยู่ด้วยกัน เมื่อเราตัดสินใจมีความสัมพันธ์ในรูปแบบแฟนกับใครเป็นไปได้สูงมากว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งกันและกัน แต่หากว่าอยู่มาวันนึงความสัมพันธ์ที่ร่วมกันสร้างทำให้เรารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งและรู้สึกแปลกแยก จึงทำให้คนที่รู้สึกแบบนี้ต้องการหาคนมาทำหน้าที่นี้แทน คือทำหน้าที่ที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าเค้าเป็นส่วนหนึ่ง

รู้สึกว่าไม่เป็นที่รัก ปัญหาในข้อนี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักเราจริง ๆ แต่เนื่องจากว่าการแสดงออกว่ารักของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้การรับรู้ถึงความรักไม่เท่ากัน ผู้หญิงบางคนอาจจะรู้สึกได้รับความรักเมื่อแฟนคอยรับฟัง ให้กำลังใจ โดยที่ไม่จำเป็นต้องช่วยหาทางออกใด ๆ แต่ในขณะที่ผู้ชายบางคนพยายามเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาทันทีโดยไม่ฟังให้อีกฝ่ายเล่าทั้งหมดที่อยาเล่าก่อน เพราะถือว่าการให้วิธีแก้ไขปัญหาคือวิธ๊แสดงออกถึงความรัก ดังนั้น เมื่อผู้หญิงเล่าเรื่องทุกข์ใจให้แฟนฟังแล้วแฟนเสนอวิธีแก้ไขปัญหาโดยทันทีแม้ว่าคนเล่าจะยังเล่าไม่จบ คนเล่าจะมีความรู้สึกว่าทำไมอีกฝ่ายไม่รับฟังบ้าง ไม่รับรู้ความรู้สึกของเราบ้าง ไม่รักเราแล้วหรอ ในขณะที่อีกฝ่ายคิดว่าเราอุตส่าห์เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดให้แล้ว ทำไมไม่เห็นความรักที่เราแสดงออกไป ปัญหาในข้อนี้ไม่ใช่ว่าทั่งคู่ไม่รักกัน เพียงแต่แสดงออกถึงความรักไม่เหมือนกันและเข้าใจวิธีการแสดงออกถึงความรักแตกต่างกัน และสุดท้ายเรากล้าบอกว่ามันเป็นนิสัยและค่านิยมส่วนบุคคลนั่นแหละ

ทั้งนี้เหตุผลที่ว่ามาทั้งหมดไม่อาจเป็นเหตุผลที่ครอบคลุมสำหรับทุกคู่รักที่เลิกราและทุกกรณีที่เกิดขึ้น เนื่องจากในหนึ่งการกระทำ หนึ่งการตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรของคนคนหนึ่งมีเหตุผลล้านแปดที่คอยสนับสนุนความคิดของผู้กระทำ แต่หากเรามองด้วยเหตุผลที่ยกมาดังกล่าว ทำให้เกิดความเข้าใจและไม่ตัดสินบุคคลที่นอกใจคนรักตัวเอง จริงอยู่การนอกใจคนที่รักไม่ใช่เรื่องที่ดีและไม่ใช่เรื่องที่น่าสรรเสริญแต่การที่พยายามกำจัดคนนึงออกจากสังคม ให้ไม่มีที่ยืนในสังคมและไม่ให้สามรถใช้ชีวิตตามปกติตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานได้ เพราะเค้านอกใจแฟนตัวเองเป็นบทลงโทษที่โหดร้ายและบีบอัดมากเกินไป ทั้งนี้แม้ว่าเค้าจะทำพลาดแต่การให้อภัยและให้โอกาสคนคนนึงได้กลับตัวกลับใจทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น และการหยิบยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นมานำเสนอไม่ได้เป็นเพื่อยุยงส่งเสริมการนอกใจ เพียงแต่มีความคิดแวบขึ้นมาในหัวว่าอยากจะนอกใจแฟน ให้ทำความเข้าใจตัวเอง ยอมรับความจริง และหาทางออกในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

คุณกำลังเสพติดความเจ็บปวดหรือเปล่า

แม้ว่าทุกคนจะกล่าวว่าอยากมีความสุขในชีวิต ความสุขคือสิ่งที่สำคัญในชีวิตแต่ก็มีคนบางกลุ่มที่มันจะหาเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่มีความสุขได้เสมอ และมักจะเลือกมองเหตุการณ์ สถานการณ์และตัวบุคคลด้วยมุมมองที่หนักไปทางที่ทำให้หนักใจอยู่เสมอ บางคนถึงกลับไม่สามารถมีความสุขได้อย่างเต็มที่ด้วยกลัวว่าถ้ามีความสุขมากเกินไป เรื่องร้ายจะตามมา

  1. คุณพยายามบอกตัวเองให้เข้าถึงสัจธรรมในชีวิตที่ว่า เกิดมาเพื่อใช้กรรม บางคนไม่เคยมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตได้เลย เช่น เวลาที่เจอคนขับแท็กซี่ใจดี น่ารัก เวลาที่ค้นพบอาหารอร่อยร้านใหม่ เวลาได้ลองเมนูใหม่ ๆ แล้วปรากฏว่าอร่อยมาก หรือเมื่อเจอน้องหมาน่ารัก ๆ ดุ๊กดิ๊ก โดยบังเอิญ หรือแจกันดอกไม้ในร้านกาแฟจัดไว้น่ารักมาก คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ยิ้มได้ในแต่ละวันเนื่องจากจิตใจโฟกัสอยู่แต่ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อใช้กรรม จึงทำให้ไปโฟกัสแต่เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากกว่าและเฝ้าบอกตัวเองว่าคงมีสักวันที่กรรมหมดไป
  2. คุณบอกว่าตัวเองเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง และโลกใบนี้มันโหดร้าย จริงอยู่ที่มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่แสดงออกถึงความรุนแรง และโหดร้ายทารุณ หากแต่นั่นก็ไม่ใช่กลุ่มเหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีคนจี้ปล้น เอามีดแทงคนอื่นให้ได้รับบาดเจ็บ ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งยินดีที่จะบริจาคเลือด อวัยวะของตัวเองเพื่อช่วยชีวิตคนที่ตัวเองไม่รู้จัก การพยายามจดจ่อมองแต่เรื่องร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นและเอาแต่พร่ำบ่นว่าโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง คนที่มองโลกตามความเป็นจริงคือคนที่มีความสามารถในการมองเห็นทั้งเรื่องที่ดีและแย่ในเวลาเดียวกัน คือมีความสามารถในการมองเห็นได้อย่างรอบด้าน และจะยิ่งดีกว่านั้นถ้าเมื่อคุณมองเห็นทั้งสองด้านแล้ว คุณสามารถปล่อยวางได้
  3. คุณรู้สึกว่าถ้ามีความสุขหรือมีเรื่องราวดี ๆ เกิดขึ้นมากเกินไป เรื่องราวแย่ ๆ จะตามมา ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดี ๆ เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่ดีกว่าจะไม่ตามมา ไม่มีอะไรการันตีว่าเมื่อมีเหตุการณ์ดีเกิดขึ้น จะทำให้เรื่องแย่ตามมา การคิดแบบนี้ทำให้เป็นทุกข์ล่วงหน้าและไม่สามารถซึมซับประสบการณ์ความสุขที่อยู่ตรงหน้าได้
  4. คุณรู้สึกปัญหาครอบครัวหรือปัญหาส่วนตัวของคนดังคือปัญหาของคุณ แม้ว่าคุณจะพรีเซ้นงานได้ดีมากในวันนี้ แม้ว่าคุณจะมีความสุขดีอยู่กับเพื่อน คนรักและครอบครัว แต่เมื่อเข้าถึงข่าวสารเมื่อไหร่ก็ได้รับรู้ว่าเรื่องราวปัญหาต่าง ๆ ของดาราดัง คุณพร้อมที่จะหัวร้อนได้เสมอ คุณเป็นทุกข์ เป็นเดือดเป็นร้อน การอ่านข่าวว่าดาราดังหลอกลวงคนรักของเขา คนนั้นนอกใจคนนี้ คนนี้ว่าคนนั้น คุณพร้อมซึมซับความรู้สึกคุกรุ่นในเนื้อหาข่าวที่สื่อนำเสนอออกมาเสมอ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อความรู้สึกเราเท่าวิธีที่เราเลือกมองเรื่องราวเหล่านั้น ในเมื่อเรามีสิทธิที่จะเลือกว่าจะสุขหรือจะทุกข์ด้วยตัวเอง ทำไมเราไม่เลือกที่จะมองโลกในมุมที่ทำให้จิตใจเราสุข สงบ เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วพบว่าตัวเองมีแนวคิดที่ป้องกันตัวเองจากการมีความสุข คุณก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้เสมอ เพราะการมองโลกในแง่ดี การมีความสุขในทุก ๆ วันเป็นทักษะที่สามารถสร้างได้

สิ่งที่ผู้หญิงต้องสร้างเองก่อนมีแฟน

เมื่อเราจะรับอะไรก็ตามเข้ามาในชีวิต เราต้องรู้เสมอว่าตัวเองมีความพร้อมในการรับสิ่งๆนั้นหรือคนๆนั้นเข้ามาในชีวิตแล้วหรือไม่ การสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนเวลาที่เราต้องการค้นหาเส้นทางในแผนที่ เราต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใคร เราเดินทางด้วยพาหนะอะไร แล้วเราจะไปที่ไหน เราไปทำไม จึงจะสามารถเริ่มออกเดินทางไปยังจุดหมายได้ การมีแฟนหรือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นในชีวิตก็เป็นเหมือนกัน โดยเราสามารถสำรวจตัวเองได้อย่างง่ายๆดังนี้

  1. คุณชอบร่างกายตัวเองไหม หลายๆคนเมื่อมองในกระจกก็เห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง อ้วนเกินไป ขาใหญ่เกินไป สิวเยอะเกินไป หน้ามันเกินไป ไม่สวยเหมือนคนอื่น ไม่น่ารักเหมือนคนอื่น จริงอยู่การที่เรามองเห็นตัวเอง เราจะต้องมองเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย หากแต่การมองเห็นแต่ข้อดีจะทำให้เราหลงตัวเองเกินไป การมองเห็นแต่ข้อเสียทำให้เราไม่มีความสุขในการเห็นตัวเอง ไม่รักตัวเองและเอาแต่เฝ้ามองผู้หญิงคนอื่นด้วยความอิจฉา และในบางครั้งหากเรารักใครเราอาจจะเผลอต้องการมัดใจเขาไว้ด้วยความสวยภายนอก ทำให้ต้องทำหน้าเพิ่ม ทำให้ต้องทำจมูกเพิ่ม ทำให้ต้องทำหน้าอกเพิ่ม ต้องทำหลายอย่างมาก หากทำไปเพราะความต้องการส่วนตัวและเหตุผลส่วนตัวของตัวเองจริงๆ อันนี้คือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่มีใครสามารถก้าวก่ายได้ แต่หากทำไปเพื่อต้องการมัดใจใครอีกคนให้รักเราตลอดไป พอรู้ตัวอีกที เราก็สูญเสียความเป็นตัวเองไปทั้งหมดแล้ว ไม่เหลือความเป็นตัวเองอยู่เลย เมื่อเวลานั้นมาถึง เราอาจจะเสียใจที่สุดก็ได้
  2. คุณรักและให้เกียรติตัวเองไหม กลายเป็นคำที่พูดกันอย่างแพร่หลายว่าให้รักตัวเอง ให้เคารพตัวเอง สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรก่อนที่เราจะตกลงเป็นแฟนกับใคร หากเราไม่รักตัวเองมากพอ เราจะไม่สังเกตเห็นเมื่ออีกคนในความสัมพันธ์พูดหรือทำบางอย่างที่บ่งบอกได้ทันทีว่านี่คือไม่รัก นี่คือไม่ให้เกียรติ หรือในบางคนหากรักตัวเองไม่มากพอ เมื่ออีกคนในความสัมพันธ์ทำร้ายเรา ไม่ว่าจะด้วยในเรื่องของ วาจาหรือการกระทำ เราจะยอมทั้งหมดหรือในบางกรณีบางคนไม่รักตัวเองถึงแม้กระทั่งว่าทำร้ายร่างกายตัวเองเพื่อฉุดรั้งให้อีกคนยังอยู่กับเราเหมือนเดิม หากเรารักตัวเองมากพอ เราจะสามารถเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่ทำร้ายเราแม้ว่าจะยังรักเขาอยู่ เราจะสามารถกลับมายืนด้วยขาของตัวเองได้อีกครั้งอย่างมีเกียรติในตัวเอง
  3. คุณค่าของเราอยู่ตรงไหน การเห็นว่าคุณค่าของตัวเองคืออะไร ซึ่งส่วนใหญ่นักจิตบำบัดจะแนะนำให้คุณค่าในตัวเองของเราคือ นามธรรม เช่น ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ จิตใจที่เอื้ออาทร หากสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าของเรา นับวันคุณค่าเหล่านี้จะยิ่งทรงคุณค่า นับวันจะยิ่งยกระดับจิตใจเราให้สูงขึ้นได้ หากคุณค่าเราอยู่ที่รูปธรรม เช่น ต้องหน้าไม่มีริ้วรอยถึงจะมีคุณค่าในตัวเอง เราจะเกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น เพราะยิ่งกาลเวลาผ่านไป เราแก่ตัวลง ริ้วรอยก็จะมากขึ้นจึงทำให้คุณค่าในตัวเราลดลง เกิดค่าใช้จ่ายความทุกข์และความกระวนกระวายที่ไม่จำเป็นตามมา
  4. เราสามารถสร้างคุณค่าในตัวเราด้วยตัวของเราเองได้หรือไม่ การคาดหวังว่าอีกคนที่เข้ามาในชีวิตเราจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น จะทำให้เรามีค่ามากขึ้นเป็นความคาดหวังที่สูงไปและเป็นความคาดหวังที่มีแต่จะทำร้ายตัวเอง คุณค่าในตัวเราคือคุณค่าที่เราสามรถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะมีใครรักเราหรือไม่ ไม่ว่าใครจะคิดหรือพูดอย่างไรกับเราแต่คุณค่าในตัวเราจะยังคงอยู่ จะไม่มีใครมาพรากคุณค่าในตัวเราออกไปจากเราได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเอาคุณค่าของตัวเราไปผูกติดกับคนอื่น วันใดก็ตามที่เขาหายไปคุณค่าในตัวเราจะหายไปด้วย เพราะในทุกความสัมพันธ์มีวันหมดอายุ อย่างน้อยที่สุดเราก็ตายจากกัน
  5. เราต้องการสามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ต้องขอบคุณนักเรียกร้องสิทธิหลายๆกลุ่มที่ทำให้ผู้หญิงมีความสามารถในการหาเลี้ยงดูตัวเอง มีสิทธิในการเรียนหนังสือ ได้รับการศึกษา และโลกอินเทอร์เน็ตที่ทำให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น ทำให้การประกอบอาชีพสำหรับผู้หญิงง่ายขึ้นและเรายังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา หากเราต้องการให้อีกคนซัพพอร์ตเราได้เรื่องของการเงิน เราจะขาดสภาวะคล่องตัวและไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำอะไรก็ต้องขออนุญาติก่อนเสมอ ความสัมพันธ์แบบคู่รักที่ทั้งสองฝ่ายควรจะเท่าเทียมกันแปรเปลี่ยนการเป็นความสัมพันธ์แบบผู้คุมกับนักโทษ ที่ไม่ว่าอยากได้อะไร อยากซื้ออะไร อยากไปเที่ยวที่ไหนก็ต้องได้รับการอนุมัติจากอีกคนเสมอ ผู้หญิงหลายคนยอมทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันไปมา ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ เพียงเพราะว่าไม่สามารถหางานทำได้ ไม่สามารถแยกตัวออกมาและเลี้ยงดูตัวเองได้ การแบมือขอเงินของคนอื่นโดยไม่คิดลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองคือการทำร้ายตัวเองในระยะยาว

สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดคือชุดความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง คือการมองโลกในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะสามารถนำไปปรับใช้และเหมาะสมกับตัวคุณและความสัมพันธ์ของคุณได้มากน้อยแค่ไหน มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ต้องทำอย่างไร เมื่อเพื่อนของเราเผชิญกับความรุนแรงในความสัมพันธ์ 

ความรุนแรงในเด็กและผู้หญิงของสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ข่าวตามสื่อต่าง ๆ ที่รายงานว่าคนในครอบครัวทำร้ายกันเองทั้งร่างกายและจิตใจมีขึ้นมาให้เห็นบ่อยครั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราอีกต่อไปและหากว่าเรามีเพื่อนที่อยู่ในครอบครัวและความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นการตบตี การข่มขืน การด่าทอ การพูดจาดูถูกเหยียดยาม เราเองก็ต้องการช่วยเพื่อน แต่โดยที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราจึงไม่สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่รู้วิธีการก่อนได้ นอกจากจะไม่สามารถช่วยเพื่อนได้แล้ว เราอาจจะเป็นตัวแปรในการทำให้ปัญหามันบานปลายมากขึ้นก็ได้ แม้ว่าเราจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่ด้วยความเห็นใจและจิตใจที่ไม่อยากเห็นเพื่อนโดนทำร้าย เราสามารถโอบอุ้มทางด้านจิตใจของเพื่อนเราได้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้

  1. ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนทุกครั้งที่จะคุยกับเพื่อน เช่น หากจะคุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความไปหา ต้องแน่ใจว่าสิ่งที่พูดคุยหรือพิมพ์หากัน คนที่ทำร้ายเพื่อนเราจะไม่มาเห็นหรือไม่มาได้ยินโดยบังเอิญ เพราะหากเป็นเช่นนั้น เพื่อนเราอาจจะได้รับอันตรายหรือคำขู่ว่าไม่ให้มายุ่งกับเรา หรือคนที่ทำร้ายเพื่อนเราจะหาทางมาทำร้ายเราอีกทอดหนึ่ง
  2. ชี้ให้เห็น ว่าเรารับรู้ความรู้สึกของเพื่อนและเราห่วงใยเพื่อนของเรา ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคำพูดที่อ่อนโยนและไม่มีการตัดสินเพื่อนเราอยู่ในนั้นสามารถช่วยเพื่อนได้ โดยการพูดประโยคง่ายๆ แทนที่จะพูดว่า ก็ออกมาสิ ก็ทิ้งเขาสิ หย่าสิ เลิกกันสิ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การด่าเพื่อนว่าโง่ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ยิ่งพูดยิ่งทำให้เพื่อนรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจเขา อาจจะทำให้เขาไม่อยากมาพูดคุยปรึกษาเราอีกต่อไป แต่เราสามารถพูดได้ว่า เรารู้สึกแย่นะที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ เรารู้ว่ามันซับซ้อนนะ หรือเหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเราที่มีต่อเธอเปลี่ยนไปนะ
  3. บอกให้เพื่อนรู้ว่าไม่ว่าเพื่อนจะตัดสินใจอยู่ต่อในความสัมพันธ์นั้นหรือเลือกที่จะเดินออกมา เราก็เคารพการตัดสินใจของเพื่อนเสมอ เนื่องจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเราเป็นเพียงแค่คนนอก แม้ว่าเราไม่อยากให้เพื่อนเราได้รับความเจ็บปวด แต่มุมมองของเราก็คือมุมมองจากคนนอก การแนะนำหรือเสนอวิธีแก้ไขปัญหาและเร่งเร้าให้เพื่อนของเราออกมาจากความสัมพันธ์นั้นไม่ช่วยอะไร เพราะเพื่อนของเราก็มีเหตุผลของเขาแต่เพียงเราต้องทำให้เพื่อนเรารู้ว่า ไม่ว่าเพื่อนเราจะตัดสินใจแบบไหน เราจะอยู่เคียงข้างคอยเป็นกำลังใจให้เพื่อนเราเสมอ
  4. อำนวยความสะดวกให้เพื่อน หากว่าเพื่อนต้องการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากเพื่อนของเราจะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเราสามารถอำนวยความสะดวกให้เพื่อนได้ เช่น ช่วยดูแลลูกของเพื่อนให้ ช่วยดูแลพ่อแม่ของเพื่อนให้ในช่วงเวลาที่เพื่อนไปเข้าพบผู้เชี่ยวชาญ หรือช่วยเพื่อนหาข้อมูลและนัดพบผู้เชี่ยวชาญให้ได้

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและไม่ควรที่เราจะเข้าไปแทรกแซงโดยที่ไม่ได้รับอนุญาติจากเพื่อนของเราก่อน แม้ว่าเราจะทำไปด้วยความหวังดีแต่ต้องยอมรับว่าถึงจะรักและเป็นห่วงมากแค่ไหนการเข้าพบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด และหากเราพบเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นโดยบังเอิญไม่ว่าจากที่ไหน เราสามารถโทรแจ้งได้ที่ 1300 ทันที

จะอยู่ในสังคมที่หลากหลายได้อย่างไรให้สุขกาย สบายใจ

Globalization หรือโลกาภิวัตน์ เริ่มยุคแรกคือยุคที่มนุษย์เริ่มเดินเรือสำรวจโลก เกิดการแลกเปลี่ยนสื่อสาร ชนชาติจีนเกิดการเรียนรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ชาวตะวันตกได้เรียนรู้ว่ามนุษย์ชาติพันธ์ไม่ได้มีแต่คนหัวเหลือง ผู้คนเริ่มเห็นความหลากหลายของชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม แนวคิด กาลเวลาผ่านไปจากที่ต้องเดินเรือเป็นเดือนๆ เพื่อให้คนชนชาติตะวันตกได้สื่อสารแลกเปลี่ยนกับคนชนชาติตะวันออกกลายเป็นการติดต่อสื่อสารข้ามทวีปได้เพียงปลายนิ้วและใช้เวลาน้อยกว่า 5 นาที ความหลากหลายในสังคมจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาตั้งนานแล้ว ในเมื่อสิ่งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เราจะสามารถอยู่กับมันได้อย่างไรให้เกิดประโยชน์และมีความสุขสูงสุด

  1. ยอมรับว่าชุดความคิดมีหลายชุด การที่คนมากกว่า 1 คนได้เกิดมาในครอบครัวที่ต่างกัน สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การเลี้ยงดูต่างกัน ประสบการณ์ในชีวิตที่เจอมาแตกต่างกัน ทำให้ชุดความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การมองโลกต่างกัน การที่เขาไม่ได้มีชุดความคิดเดียวกับเราไม่ได้ทำให้เขาเป็นคนเลวทราม การที่เราไม่ได้มีชุดความคิดแบบเดียวกับเขาไม่ได้ทำให้เราเป็นผู้ร้าย เพียงแต่หากเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันและมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ย่อมสามารถหาทางออกร่วมกันได้เสมอ การเดินทางจากหมอชิตไปอนุเสาวรีย์ชัยไม่ได้มีวิธีเดียวฉันใด การมองเหตุการณ์ สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้มีมุมมองเดียว ไม่ได้มีแนวคิดเดียวและชุดความคิดเดียวฉันนั้น ซึ่งเราไม่ได้มีหน้าที่ในการตัดสินแนวคิดและชุดความคิดที่แตกต่างจากเราว่าไม่ดี เลว ชั่ว ไม่มีประโยชน์ ในฐานะของคนที่อยู่ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การเคารพความแตกต่างของกันและกันในมิติต่างๆ ย่อมมีความสำคัญ
  2. นึกถึงข้อดีของความหลากหลายในสังคม การที่เราได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคนที่มีมุมมองที่ต่างออกไปทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น การได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างกันทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ของสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น เราสามารถเลือกมองสิ่งต่างๆได้จากหลายมุมมองมากขึ้น ทำให้เป็นคนที่มองสถานการณ์ได้รอบด้านมากขึ้น
  3. หยุดทัศนคติแบบเหมารวม แขกไม่ได้ขายโรตีทุกคน คนจีนไม่ได้ขี้โวยวายทุกคน ผู้หญิงที่พัทยาไม่ได้ทำงานในบาร์ทุกคน ผู้หญิงนุ่นกระโปรงสั้นไม่ได้เรียกร้องความสนใจจากผู้ชายทุกคน คนใส่แว่นไม่ได้เป็นเด็กเรียนทุกคน การตราหน้าคนอื่นเดียวการมองเขาเพียง 5 นาที ยังแต่จะทำให้เรามองโลกได้แคบลง ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร เราควรปล่อยให้เขาได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาก่อน แล้วเรียนรู้ความเป็นกันและกันจากตรงนั้น

เมื่อเราต้องเจอความหลากหลายทุกวันไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน และอื่นๆ การที่คนอื่นไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันกับเรา ไม่ได้มีแนวคิดในเรื่องเพศ และสภาวะทางเพศแบบเดียวกันกับเราไม่ได้ทำให้เขามีค่าของความเป็นคนน้อยกว่าเรา ไม่ว่าจะแตกต่างหรือไม่แตกต่างแต่เราก็ต้องเคารพในการมีอยู่ของเพื่อนร่วมโลก และสิทธิมนุษย์ชนของคนอื่นเสมอ เราไม่สามารถทำให้ความหลากหลายหายไปจากโลกใบนี้ได้ (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลานี้) แต่เราสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกับความหลากหลายอย่างมีความสุขได้

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนเริ่มต้นความสัมพันธ์

ในสังคมที่โลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบอยู่ในมือเราตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวของคนอื่นในโลกออนไลน์คือสิ่งที่หลาย ๆ คนเสพข้อมูลเข้าไปทุกวัน คนนั้นทำกิจกรรมนั้น คนนี้ทำกิจกรรมนี้ เลื่อนผ่านไทม์ไลน์เราไม่มีที่จบสิ้น การสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น การหันด้านใดด้านนึงให้คนในโลกโซเชียลได้เห็นดูเป็นเรื่องปกติที่ใครเค้าก็ทำกัน อีกทั้งมองไปทางไหนก็เป็นคนมีคู่ จับมือถือแขน ควงแขนกันไปกินข้าว ไปเที่ยวพักผ่อนสุดสัปดาห์ ผู้คนในรูปช่างดูมีความสุข ชวนฝัน ดูทุกคนช่างสุขล้ำ   ทำให้บางครั้งรู้สึกว่าเราเองก็อยากมีประสบการณ์แบบนั้นบ้างเหมือนกัน กลายเป็นว่าแฟน คืออีกสิ่งที่จำเป็นต้องมี เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งในชีวิตของใครหลาย ๆ คน พอมองไปที่พวกเขา แล้วมองกลับมาที่ตัวเอง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันหายไปจากชีวิต สื่อหลายที่ถึงขั้นเผยแพร่ข้อมูลว่า คนเราควรแต่งงานในช่วงอายุเท่าใดถึงจะเหล่าสม กลายเป็นชุดความคิด การเป็นข้อมูลที่บีบบังคับให้คนที่เสพสื่อโดยไม่ตั้งข้อสงสัยรู้สึกว่าตัวเอง ต้องมีให้ได้ ต้องหาให้ได้ เวลาของเราใกล้จะหมดลงแล้ว เราต้องมีเหมือนคนอื่นชีวิตจึงจะสมบูรณ์ ต้องไปขอพรจากสถานที่ต่าง ๆ กลายเป็นความกระวนกระวายและความทุกข์ ที่เราไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำ ว่าความกระวนกระวายและความทุกข์เหล่านั้น จำเป็นสำหรับเราหรือไม่

การอยากมีแฟนหรือคนรักไม่ใช่เรื่องผิดบาป เพียงแต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความต้องการนั้น เป็นความต้องการของตัวเราจริง ๆ ดังนั้น คำถามต่อไปนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นคำถามที่ทำให้เรารู้จักตัวเองและความต้องการของตัวเองมากขึ้น ก่อนที่จะทำความรู้จักอีกคนและความต้องการของอีกคน

  1. เราพร้อมไหม การเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับใครสักคนเราต้องถามตัวเองให้แน่ชัดว่าตัวของเราพร้อมหรือเปล่า การคบหาดูใจใช้ทั้งเวลา ความเอาใจใส่ การจัดการเวลา หากเราเรียนหรือทำงานยุ่งมากแล้วรับอีกคนเข้ามาใช้ชีวิต หากไม่เคียร์กันให้ดีกลายเป็นว่าเราไม่สามารถดูแลเค้าได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นว่าเราไม่สามารถให้เวลากับเค้าได้อย่างเพียงพอกลายเป็นปัญหาตามมาได้ เราเองสามารถจัดการตัวเองตรงนี้ได้ไหม
  2. เราตัดใจจากคนรักเก่าได้แล้วหรือยัง ในบางสถานการณ์บางคนอาจจะอยากได้ใครสักคนเข้ามาเพื่อให้ตัวเองสามารถลืมแฟนเก่าของตัวเองได้ อยากหาใครก็ได้เพื่อมาทำหน้าที่แทน เพื่อมาเป็นตัวแทน การกระทำแบบนี้หากอีกฝ่ายรู้ว่าเค้าเป็นได้แค่ตัวแทนเท่านั้น ยังแต่จะสร้างความเจ็บปวดและปัญหาที่ซับซ้อนไม่รู้จบ กลายเป็นว่าเราเองก็เจ็บมาแล้วก็ไปทำร้ายจิตใจของคนที่เข้ามาอีกต่อหนึ่ง
  3. เราต้องการอะไรจากความสัมพันธ์ การรู้จักความต้องการที่แท้จริงของตัวเองทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อจะรับอีกคนเข้ามาในชีวิต หากคุณต้องการความสัมพันธ์ที่จริงจัง เป็นคู่ชีวิต เป็นคนที่คอยเป็นกำลังใจและมอบสิ่งดีให้กัน หากแต่อีกคนต้องการแค่คนคุยสนุกฆ่าเวลา ความต้องการของทั้งสองฝ่ายย่อมไม่ตรงกัน เราจะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร
  4. ความต้องการมีคู่เป็นความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า คำถามข้อนี้สำคัญมาก เราต้องการสร้างความสัมพันธ์กับอีกคนจริง ๆ หรือเป็นความต้องการของพ่อแม่ ที่ต้องการให้เราเป็นฝั่งเป็นฝา เป็นความกดดันของสังคมที่เฝ้าถามเราไม่หยุดว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน หรือเป็นความต้องการที่ว่า เรามีความสุข เราประสบความสำเร็จแล้วและเราต้องการแบ่งปันความสุขนั้นกับใครอีกคน

เมื่อเราได้ค้นพบคำตอบเหล่านี้แล้ว มันจะทำให้เราได้รู้ตัวมากขึ้นว่าเราจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาหรือไม่ และไม่ทำให้ตัวเราไหลไปกับกระแสสังคมที่บางครั้งกระแสเหล่านั้นไม่ได้ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในจิตใจของเรา หากพ่อแม่ต้องการให้เราแต่งงานเพียงเพราะคนข้างบ้านและเพื่อนวัยเดียวกันแต่งงานหมดแล้ว เราก็ต้องคุยกันต่อไป ปรับความเข้าใจกันต่อไปว่ามันไม่ใช่เป้าหมายหลักในการดำเนินชีวิตของเรา ช่วงเวลาในชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถเอาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของคนอื่นมาเทียบกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเราได้ การตอบคำถามตัวเองให้ได้ อาจจะช่วยให้เราได้พบคำตอบที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจใด ๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันการทำร้ายจิตใจตัวเอง การทำร้ายจิตใจคนที่เรารักและรักเราได้ในอนาคต

ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ

ว่ากันว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราพบปะเพื่อนฝูง เราอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว เราอยู่รวมกันในสังคม ระยะเวลาผ่านไปเกิดการพัฒนาของความสัมพันธ์โดยมีรูปแบบมากมาย โดยเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการ การอยู่รวมกันของมนุษย์ การได้เป็นที่รัก การได้เป็นที่ยอมรับของคนที่เรามีความสัมพันธ์อันดีด้วย แต่การมีความสัมพันธ์เหล่านั้นดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราจริงไหม

  1. ไม่มีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ในเรื่องของความสัมพันธ์ ความเชื่อใจเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะสามารถทำให้ความสัมพันธ์นั้นไปรอดได้ หากต่างฝ่ายต่างคอยระแวงกันและกันตลอดเวลา ไม่อาจเรียกได้ว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นำความสุขใจมาให้
  2. มุกตลกที่ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความสนุกสนาน จริงอยู่คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบเป็นมนุษย์ต้นแบบที่ไร้ที่ติ เราย่อมรู้ดีว่าข้อดีของตัวเองคืออะไร ข้อเสียของตัวเองคืออะไร เรามีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่การมีใครอีกคนอยู่เคียงข้าง คอยเอารูปร่างหน้าตาเรามาล้อเลียนเพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น หรือเอาข้อเสียของเรามาพูดซ้ำ ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของเรา ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีแต่ทำให้ความภูมิใจในตัวเอง ( Self-esteem) ของอีกฝ่ายต่ำลง
  3. อีกฝ่ายเป็นผู้รับอย่างเดียว ไม่เคยทำอะไรเพื่อเราเลย ความสัมพันธ์อันดีก่อเกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน แบ่งปันความสุขให้แก่กัน อยู่เคียงข้างซึ่งกันและกัน หากเราเป็นผู้ให้อยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับอะไรกลับคืนเป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนเรามีสัตว์เลี้ยงมากกว่าการมีคนรักคือ เราให้เค้าทุกอย่าง เราช่วยเหลือ ไปรับไปส่ง แต่เค้าไม่สามารถและไม่อยากทำแบบเดียวกัน การที่เราพยายามบอกเขาว่าเราต้องการอะไรในความสัมพันธ์เป็นเรื่องไม่มีประโยชน์เพราะอีกฝ่ายยังไงก็ไม่สนใจอยู่ดี
  4. มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของร่างกายและจิตใจ โดยพื้นฐานของมนุษย์ที่สุขภาพจิตดีและมีสติอยู่กับตัวเองครบถ้วน เราจะไม่ทำร้ายตัวเอง เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น และสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นร่างกายและจิตใจ หากในความสัมพันธ์เกิดการทำร้ายกันเกิดขึ้น เช่น แฟนของเราชอบพูดจาดูถูก ถากถางเราตลอดเวลา ชอบใส่ร้ายและว่าร้ายเรา เราคงต้องกลับมานั่งถามตัวเองแล้วว่า เราอยากจะมีมนุษย์คนนึงที่คอยตามเราไปทุกที่เพื่อพูดจาให้เราเจ็บช้ำน้ำใจตลอดเวลาไปทำไม คำถามไม่ใช่ว่า เขาทำร้ายเราทำไม คำถามคือ ทำไมเรายอมให้เขาทำร้ายเราซ้ำ ๆ เจ็บแต่ไม่จำ
  5. ใครคือคนผิด ทุกครั้งที่เกิดเรื่องอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ต่างฝ่ายต่างพยายามหาคนผิด ต่างโยนความผิดกันไปมา การโต้เถียงดูเหมือนว่าจะไม่มีวันจบสิ้น หาทางออกให้กับปัญหาไม่เจอ เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าความผิดทั้งหมดเป็นของอีกคน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่รัก ความสัมพันธ์แบบเพื่อน ลูกน้องกับเจ้านาย การหาคนผิดในเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อต่อว่าอีกฝ่ายให้หนำใจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด หากอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้นับวันยิ่งเหนื่อยล้าใจ

ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาหากคนรักหรือคนที่มีความสัมพันธ์ด้วยเป็นมันคือสิ่งที่ไม่น่ารัก และมีเหตุผลร้อยล้านเหตุผลที่เรายังอยากอยู่กับคนรัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวคนนี้อยู่ เราต้องหันหน้าคุยกันว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้เราสามารถผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน

“การดูดวง” งมงายหรือเพื่อความสบายใจ ทำไมคนไทยถึงชอบดูดวง

ความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องคู่กันมายาวนานกับคนไทย เนื่องจากหากคนเราขาดความเชื่อแล้วนั้นจะทำให้หมดศรัทธาในทุกสิ่ง การดูดวงถือว่าเป็นสิ่งที่คนไทยนิยมดูกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ซึ่งการดูดวงมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูลายมือ การดูไพ่ยิปซี การดูผ่านตำราดวงชะตาวันเกิด หรือดูผ่านจิตสัมผัส ซึ่งในบางคนงานอาจมองว่าเป็นเรื่องที่งมงาย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตของคนที่เกิดมานั้นจะต้องผ่านการดูดวงมาแล้วทั้งสิ้นอย่างน้อยที่สุดคือหนึ่งครั้ง ยิ่งในช่วงสิ้นปีแล้วนั้น มีนักโหราศาสตร์และอาจารย์หมอดูทำนายชะตามากมายเข้ามาคาดการณ์ดวงของประเทศ และดูดวงตามชะตาราศีเกิดของคนทั่วไป ในปี 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้กันอย่างมากมายหลายตำราโหราศาสตร์  ซึ่งสำหรับบางคนนั้นเป็นคนยุคใหม่และไม่สนใจเรื่องประเภทนี้ แต่ก็เลือกที่จะดูเพื่อความสบายใจของตนเองและครอบครัว ซึ่งคนที่ชอบดูดวงนั้นมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไปดังจะกล่าวต่อไปนี้คือ

  1. ต้องการรู้อนาคต ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ดูดวงนั้นต้องการที่จะรู้อนาคตของตนเองว่าเป็นเช่นไร จะเดินทางไปในทิศทางไหน และจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองตั้งใจและหวังไว้หรือไม่ ซึ่งในบางครั้งหากเจอหมอดูที่แม่น ๆ ก็จะทำนายทายทักถูกต้อง
  2. ต้องการเสริมบารมี สำหรับบางคนนั้นที่เป็นเจ้าใหญ่นายโต จำเป็นที่ต้องอาศัยดวงหรือโหงวเฮ้งต่าง ๆ เพื่อให้หน้าที่การงานประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี ซึ่งในบางครั้งอาจมีดวงของปีชงทำให้ต้องมีการแก้ชะตาราศี หรือแก้เคล็ดเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามที่ถูกที่ควร เพื่อความสบายใจของผู้ดูดวงนั้นเป็นหลัก
  3. ต้องการพ้นจากทุกข์ที่เป็นอยู่ สำหรับบางคนนั้นต้องการดูดวงเนื่องจากจิตใจเป็นทุกข์หม่นหมอง จึงหาวิธีที่จะทำให้ตนเองสบายใจขึ้นและคลายทุกข์โดยการพึ่งพาทางไสยศาสตร์ หรือดูเพื่อต้องการหาต้นตอและสาเหตุของการเกิดปัญหาเหล่านั้น และส่วนมากสิ่งที่หมอดูแนะนำให้ทำคือไปทำบุญปล่อยสัตว์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น
  4. ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เนื่องจากคนไทยนั้นมีทางเชื่อเรื่องศาสนาค่อนข้างมากและยามเกิดทุกข์หรือสุขนั้น จะนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอันดับแรก ๆ ทำให้การดูดวงเป็นที่นิยมของคนที่ต้องการมีที่พึ่งทางใจ เพื่อให้รู้ว่าตนเองจะต้องทำอะไรและจะต้องดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ในปี 2562 ที่กำลังมาถึงนี้ มีหมอดูทำนายทายทักดวงชะตาเข้ามาฟันธงมากมาย ทั้งนี้ควรเลือกพิจารณาและรับเอาข้อดีของดวงนั้น ๆ มาใช้ หากมีการกล่าวถึงดวงชะตาในแง่ดี และหากดวงชะตาในราศีของเรานั้นไม่ค่อยดีนัก ให้เราถือว่ารับเอามาเพื่อให้มีการดำเนินชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการดูดวงด้วยความเชื่อแบบไม่งมงาย แต่มีเหตุผลที่มีด้านดีอยู่ เพื่อให้นำไปปรับใช้ในการใช้ชีวิต

ข่าวลวงในโลกออนไลน์ มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร

ในปัจจุบันนี้เมื่อเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทำให้มีข่าวเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งข่าวจากสำนักข่าวทั่วไปและข่าวที่เผยแพร่ตามเพจดังต่าง ๆ ได้เข้ามาเสนอและให้ข้อมูลจรแชร์กันสนั่นในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระแสสังคมได้ในที่สุด เช่นในวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมานั้นได้มีข่าวลวงระบาดเกี่ยวกับผู้ว่าราชการท่านหนึ่งทางภาคเหนือได้ถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งข้อความดังกล่าวนั้นได้ถูกเคยแพร่และถูกโจทย์จันไปมาก จนทำให้ผู้ว่าท่านนั้นต้องออกมาประกาศว่าข่าวนี้เป็นข่าวลวงและไม่เป็นความจริง ซึ่งท่านยังได้มีชีวิตอยู่และดำรงตำแหน่งทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งข่าวที่นำมาส่งต่อกันนั้นแน่นอนว่าจะมีทั้งข่าวจริงและข่าวลวง แต่ทั้งนี้ข่าวลวงก็มีผลกระทบต่อสังคม และแน่นอนต้องกระทบต่อบุคคลที่อยู่ในข่าวนั้นด้วย ดังนั้นผลกระทบต่อสังคมจากข่าวลวงนั้นมีอะไรบ้างเราไปดูกันเลย

  1. มีผลต่อการนำไปบอกต่อหรือแชร์เพื่อกระจายข้อมูลไปทั่ว ซึ่งการนำข้อมูลไปบอกต่อนั้นเสมือนการพูดไปปากต่อปาก ซึ่งในปัจจุบันนี้โซเชียลไปไวมากปานติดจรวด เพียงแค่โพสต์ได้ไม่ถึง 10 นาที ข่าวนั้นหากเป็นข่าวที่ดังพอสมควรแล้วล่ะก็ จะไปอยู่ในหน้าหนึ่งของเพจดังได้เลยทีเดียว จนทำให้ผู้คนที่ติดตามข่าวอยู่นั้นได้รู้เห็นและนำไปแชร์ต่อกันจนกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศได้
  2. คนผิดกลายเป็นคนถูกได้โดยใช้กระแสสังคม ซึ่งข่าวลวงสมัยนี้มีมากมายจนทำให้ผู้เสพสื่อนั้นสับสนว่าสิ่งใดเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ ดังจะเห็นจากข่าวดาราทั่วไปที่มีการซุบซิบกันในสังคมออนไลน์ ซึ่งในบางครั้งคนผิดจริง ๆ เพียงแค่มีดราม่าเกิดขึ้น ก็จะทำให้กลายเป็นคนน่าสงสารได้ภายในพริบตา จนทำให้คนที่ถูกต้องจริง ๆ แล้วนั้นกลายเป็นคนที่ถูกสังคมประนามได้เลย
  3. นำข้อมูลที่ได้รับไปใช้แบบผิด ๆ ซึ่งข่าวลวงในบางครั้งนั้นเป็นข่าวที่มาพร้อมกับความรู้เช่น วิธีการลดความอ้วนนั้น ซึ่งในบางข่าวลวงจะใช้ยาลดความอ้วนที่เกินขนาด มาอ้างสรรพคุณกล่าวอ้างเกินจริง ทำให้ผู้คนที่เสพสื่อด้วยความไม่ระมัดระวังเกิดการหลงเชื่อ และนำไปใช้ปฏิบัติตามทำให้มีผลข้างเคียงเนื่องจากความรู้แบบผิด ๆ นี้เอง

และนี่คือผลกระทบของสังคมที่ได้รับข่าวลวง หรือข่าวที่ให้ข้อมูลมาแบบไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่เสพสื่อหรือข่าวทั่วไปตามหน้าหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือจากปากต่อปากของบุคคลที่เรารู้จักนั้น ควรรับฟังอย่างมีสติและมีวิจารณญาณให้รอบคอบก่อนนำไปบอกต่อหรือนำไปใช้ปฏิบัติตาม ควรหาข้อมูลและศึกษาถึงความเป็นจริงให้แน่ใจเสียก่อน เพราะหากเกิดการผิดพลาดไปแล้วอาจทำให้เสียหายได้ในวงกว้าง ทั้งต่อตนเอง หรือมากไปกว่านั้นอาจเกิดผลกระทบต่อสังคมเลยก็เป็นได้

แท็กซี่ไทยในปัจจุบัน กับการใช้บริการคนไทย และข้ออ้างไม่รับผู้โดยสาร

การเดินทางในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้นั้น ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายดาย เนื่องจากมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวกและรวดเร็วต่อผู้ที่สัญจรไปมาระหว่างเมือง โดยมีรถรับส่งสาธารณะอย่างรถประจำทาง รถไฟฟ้า รวมถึงรถไฟใต้ดินไว้คอยให้บริการกันแทบทุกสิ้นทาง และนอกจากที่กล่าวมานี้ยังมีรถแท็กซี่ที่คอยให้บริการกับคนที่ไม่ชอบเดินทางด้วยรถโดยสารที่มีคนเบียดเสียดแน่นหนา และสำหรับคนที่ต้องการความสะดวกสบาย อีกทั้งยังนั่งเพียงต่อเดียวถึงจุดหมายเลยโดยไม่ต้องต่อรถประจำทางหลายสายให้ปวดหัว แต่ในไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นมีผู้ใช้ยูทูปรายหนึ่งได้ลงคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ให้ไปเที่ยวชมในเมือง โดยแท็กซี่คันนั้นได้คิดราคาเกินจริงและไม่กดมิเตอร์ ทำให้เกิดเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล  ซึ่งส่วนใหญ่แท็กซี่นั้นจะเลือกรับเฉพาะชาวต่างชาติ โดยมีเหตุผลในการอ้างถึงเรื่องต่าง ๆ เมื่อคนไทยเรียกรถแท็กซี่ดังนี้คือ

  1. ส่งรถ ซึ่งข้ออ้างนี้เป็นข้อฮอตฮิตของเหล่าบรรดาแท็กซี่ทั้งหลาย ที่เมื่อเจอปัญหารถติดและไม่ต้องการไปในบริเวณนั้น ส่วนมากจะอ้างถึงปัญหาการไปส่งรถไม่ทันหรือส่งรถล่าช้าจะทำให้โดนปรับได้ จะพบกับแท็กซี่ที่ขับบริเวณในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายสามโมงเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนเลิก และพนักงานกำลังเดินทางกลับบ้านนั่นเอง
  2. แก๊สหมด ซึ่งปัญหาแก๊สหมดของแท็กซี่นั้นยังคงมีให้เห็นทุกวัน บางคนนั้นเรียกถึงสามสี่คันกว่าจะมีแท็กซี่บางคันยอมไปให้ หรือมีบางคานที่ผู้โดยสารคะยั้นคะยอมากก็ยอมไปให้ แต่ก็ไปแวะเติมก๊าซที่ปั๊มเป็นเวลานานทั้งที่ยังกดมิเตอร์ให้ขึ้นไว้อยู่
  3. ไปคนละทาง ซึ่งข้ออ้างนี้จะใช้อ้างบ่อยในเวลากลางคืน เนื่องจากคนขับแท็กซี่นั้นจะอ้างว่าต้องการกลับบ้านและทางที่ผู้โดยสารต้องการไปนั้นอยู่คนละทางกัน จึงไม่สามารถไปให้ได้ แต่หากผู้โดยสารต้องการไปจริง ๆ นั้น จะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายไม่กดมิเตอร์ ซึ่งการเหมาจ่ายนั้นมีราคาสูงมากกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว

ซึ่งนอกจากที่แท็กซี่จะให้บริการชาวไทยด้วยกันแบบนี้แล้วนั้น ยังเลือกให้บริการชาวต่างชาติมากกว่า อีกทั้งไม่มีการกดมิเตอร์แต่จะเป็นการเหมาจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเหมาไปตามสถานที่ต่าง ๆ หรือแม้แต่เหมาเป็นรายวันเพื่อเที่ยวชมในเมืองกรุง ซึ่งมีราคาที่แพงกว่าการกดมิเตอร์มากกว่าสามถึงห้าเท่าเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้แท็กซี่ที่ทำงานด้วยใจและประกอบอาชีพด้วยความซื่อตรงยังมีอีกมาก ขึ้นอยู่กับดวงของผู้โดยสารด้วยว่าจะไปเจอกับแท็กซี่คันไหน ดังนั้นหากเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป หรือมีการเรียกเก็บเงินที่แพงกว่าราคามาตรฐาน หรือไม่กดมิเตอร์ ควรเรียกคันใหม่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด