เมื่อเทคโนโลยีถูกใช้ผิดทาง กลายเป็นปมบาดหมางสร้างความขัดแย้งข้ามประเทศ

                เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีหลายแขนงถูกสร้างมาเพื่อให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เชื่อมต่อโลกในภูมิภาคต่าง ๆ ให้แคบลงทำให้ผู้คนได้มีโอกาสเห็นมุมมองที่แปลกใหม่จากดินแดนอื่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เทคโนโลยีทำให้ผู้คนที่อยู่ไกลกันได้ใกล้กันมากขึ้น ซึ่งคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้นมีมากมายจนไม่สามารถอภิปรายได้หมด

แต่ในทางกลับกันเหรียญนั้นมี 2 ด้าน เทคโนโลยีก็เช่นกัน ทั้งหมดทั้งมวลล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าใช้ในทางใด โดยเฉพาะกับคนที่นำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดทำให้ผลร้ายกระจายออกสู่สังคมในวงกว้างดังเช่นข่าวต่อไปนี้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2555 ได้มีการบุกทำลายและเผาสถานทูตของสหรัฐอเมริกาหลายแห่งทั่วโลก ส่งผลให้เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำลิเบียต้องเสียชีวิตพร้อมกับเจ้าหน้าที่อีก 3 คน เนื่องจากผู้กำกับหนังชาวอเมริกันผู้ไม่เปิดเผยนามได้สร้างหนังประเภทศาสนาชื่อว่า “อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิม” ซึ่งเป็นหนังที่ชาวมุสลิมทั่วโลกให้การวิจารณ์เป็นเสียงเดียวกันว่าหนังเรื่องนี้หมิ่นต่อศาสดาโมฮัมหมัดของพวกเขา การส่งต่อคลิปบางส่วนจากหนังผ่านสังคมออนไลน์ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนชาวมุสลิมทั่วโลกออกมาเดินประท้วงเพื่อเรียกร้องให้นำตัวคนทำหนังมาลงโทษและขอให้ทำลายหนังเรื่องนี้ทิ้ง ซึ่งทางการสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้นิ่งดูดายโดยได้ทำเรื่องไปทาง Google และ YouTube เพื่อให้ถอดหนังดังกล่าวออกจากคลังการค้นหาแต่ก็ไม่เป็นผล ส่งผลให้หนังและคลิปจากหนังบางส่วนถูกส่งต่อผ่าน Social Network ไปทั่วโลก จนชาวมุสลิมลุกฮือออกมาประท้วงกันที่หน้าสถานทูตสหรัฐประจำประเทศของตนและได้ลุกลามไปถึง 26 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งอียิปต์ ตูนีเซีย เลบานอน เยเมน ซูดาน ออสเตรเลีย อินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ที่รุนแรงที่สุดอยู่ใน 3 ประเทศคือซูดาน อียิปต์และตูนีเซีย

สำหรับในเมืองไทยกรณีเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านเมื่อ โต อดีตนักร้องนำวงซิลลี่ฟูลซึ่งปัจจุบันนับถือศาสนาอิสลามได้ออกมาแสดงความคิดเห็นทางศาสนาผ่าน Social Media ว่าพระพุทธรูปเป็นเพียงแค่ปูนปั้นที่แตกได้ และไม่ได้มีสิ่งศักดิ์อยู่ในนั้นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือพระเจ้าที่ประเมินค่าไม่ได้และไม่สามารถไปสถิตอยู่ที่ใดได้ เนื่องจากพระองค์มีความยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ หลังจากความเห็นของเขาถูกเผยแพร่ทำให้ชาวไทยส่วนใหญ่ผู้นับถือศาสนาพุทธออกมาวิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้โตต้องออกมาชี้แจงและขอโทษผ่านรายการข่าวในช่องโทรทัศน์

การแชร์หรือส่งต่อสิ่งที่กำลังเป็นกระแสในสังคมนั้น คนแชร์ควรพิจารณาก่อนว่าเป็นสิ่งที่ล่อแหลมหรือยั่วยุทางอารมณ์จนสร้างความร้าวฉานต่อผู้พบเห็นหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นละเอียดอ่อนอย่างศาสนาซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากความคะนองของผู้คนก็เป็นได้ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีที่ดีควรหลีกเลี่ยงการเป็นสาเหตุของความร้าวฉานแต่ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้างจะดีกว่า

 

บัญชีโซเชียลมีเดีย กับการตั้งรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยสุงสุด

                โซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter Instagram Youtube ร่วมไปถึง E-mail  ที่จะต้องตั้งรหัสผ่าน ควบคู่กับชื่อบัญชี ควรจะต้องระมัดระวังให้ดี เพราะชื่อผู้ใช้ถูกเปิดเผยให้คนทั่วไปเห็นอยู่แล้ว เมื่อติดต่อกับบัญชีของคุณ สิ่งที่คุณควรเก็บไว้เป็นความลับคือรหัสผ่าน และการตั้งรหัสผ่านของคุณควรจะเป็นรหัสผ่านที่คาดเดายาก ไกลตัวคุณ เพราะหากมีมือดีหรือผู้ประสงค์ร้าย ต้องการใช้ชื่อของคุณในทางที่ผิด หรือเข้ามาล้วงข้อมูลลับของคุณ พวกเขาเหล่านั้นสามารถทำได้ง่าย หากคุณตั้งรหัสผ่านที่สามารถคาดเดาได้ง่ายนั่นเอง

กลุ่มรหัสผ่านที่ไม่ควรนำมาใช้ในการตั้งรหัสผ่านคือ

ชุดตัวเลขเรียงกัน เช่น “1234” “5678” ชุดตัวเลขเดิมซ้ำ ๆ กัน เช่น “0000” “9999” “1111” หรือจะเป็นตัวอักษรเรียงกัน เช่น “abcd” “wxyz” กลุ่มคำที่สามารถคาดเดาได้ง่าย เช่น “password” “pass” “password1234”

กลุ่มรหัสผ่านที่เป็นข้อมูลของคุณ ที่สามารถค้นหาได้โดยง่าย เช่น วันเดือนปีเกิด ค.ศ.หรือพ.ศ.ที่คุณเกิด เลขท้ายเบอร์โทรศัพท์ ชื่อเล่น ชื่อจริง เป็นต้น เพราะข้อมูลชุดนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะรู้จากตัวคุณเองได้ง่ายเกินไป เช่น หากคุณใช้ Facebook และตั้งเปิดเผยวันเดือนปีเกิดในระบบ แล้วนำวันเดือนปีเกิดมาตั้งเป็นรหัสผ่าน ก็ยิ่งทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถเข้ามาปลอมแปลงเป็นตัวคุณ หรือเข้ามาโพสข้อความทำร้ายคุณได้อย่างง่าย ๆ นั้นเอง

ป้องกันผู้ประสงค์ร้าย เข้ามาล้วงข้อมูลลับได้ด้วยการตั้งรหัสผ่านที่ถูกต้อง

                หากตั้งรหัสผ่านโซเชียลมีเดียควรตั้งรหัสผ่านที่มี ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก (a – z) ตัวพิมพ์ใหญ่ (A – Z) ตัวเลข (0 – 9) สัญลักษณ์ (!@#$%^&*()_+|~-=\`{}[]:”;'<>?,./)  ผสมกัน โดยมีความยาวเกิน 8 ตัวขึ้นไป และหากยิ่งยาวจะยิ่งคาดเดาได้ยาก ตัวอย่างเช่น “p@ssWorc!2234” “Pa$$_4975” เป็นต้น

ควรเปลี่ยนรหัสทุก ๆ 6 เดือน แต่ก็ควรระวังว่าจะลืมรหัสผ่าน จนไม่สามารถเข้าใช้งานได้เอง ตรวจสอบสถานะการเข้าบัญชีเป็นประจำ ว่ามีคนอื่น หรือมีการเข้าถึงจากอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของเราหรือไม่ หากเป็นไปได้รหัสในแต่ละโซเชียลควรเป็นรหัสที่แตกต่างหาก แต่หากมั่นใจในความยากของรหัสแล้วก็อาจจะใช้รหัสชุดเดียวกันก็ได้

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้ใคร ควรเก็บอีเมล์ที่ใช้ในการสมัคร Facebook Twitter Instagram หรือโซเชียลอื่น ๆ แยกจากอีเมล์ที่เปิดเผยในสาธารณะ เพราะหากอีเมล์นั้น ๆ โดนมือดีเข้าถึงได้ นั้นหมายความว่าทุกโซเชียลที่เราสร้างไว้มือดีจะสามารถเข้าถึงได้ทั้งหมด

สังคมในยุคปัจจุบัน เป็นสังคมยุคโซเชียลมีเดีย เหมือนมีทุกคนสื่อในมือ สามารถจะพูดจะแสดงความคิดเห็นอะไรก็ได้ แต่หากมีผู้ประสงค์ร้ายเข้าระบบของเราได้ แล้วโพสข้อความที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือไปหลอกขอข้อมูลสำคัญจากคนใกล้ ๆ ตัวเราเพื่อนำข้อมูลไปประกอบธุรกรรมผิดกฎหมาย ยิ่งเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเท่าไหร่ ในบางครั้งข้อมูลเหล่านั้นอาจเป็นภัยมืดมาทำร้ายตัวเราเองได้ในอนาคต